5 สาเหตุหลักที่ทำให้ลูกค้าไม่อยู่บนเว็บไซต์คุณ

5 สาเหตุหลักที่ทำให้ลูกค้าไม่อยู่บนเว็บไซต์คุณ

เคยสงสัยกันไหมว่า อะไรกันแน่คือสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้ลูกค้าปิดเว็บไซต์ ทั้งๆ ที่เพิ่งเข้ามาได้แป๊บเดียว การออกแบบ? เนื้อหา? รูปภาพ? หรือโฆษณา? วันนี้ทางทีมงาน SoGoodWeb มีสาระดีๆมาฝากค่ะ


อันดับที่ 1 : เนื้อหาไม่สมบูรณ์ ทำให้ลูกค้าออกจากเว็บไซต์ 46%

หากเว็บไซต์ของคุณ ไม่มีเนื้อหาสำคัญที่ลูกค้าต้องการ แถมเนื้อหายังไม่สมบูรณ์ ตกหล่น ขาดหาย เขียนผิดๆ ถูกๆ นอกจากจะสร้างความผิดหวังให้ลูกค้าแล้ว ยังแสดงถึงความไม่เป็นมืออาชีพอีกด้วย

อันดับที่ 2 : ไม่มีข้อมูลติดต่อ ทำให้ลูกค้าออกจากเว็บไซต์ 44%

การไม่ใส่ข้อมูลการติดต่อ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทร อีเมล หรือที่อยู่ อาจทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวสินค้าและบริการได้ นอกจากนี้ หากลูกค้ามีปัญหา หรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ก็ไม่รู้จะติดต่อคุณได้อย่างไรอีกด้วย

อันดับที่ 3 : โฆษณาที่น่ารำคาญ ทำให้ลูกค้าออกจากเว็บไซต์ 42%

สำหรับเว็บไซต์ที่ดี ควรให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่ลูกค้าจะได้ประโยชน์ มากกว่าโฆษณาแฝงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Pop-up Ad หรือ Animated Ad ที่มักรบกวนสายตา และสร้างรำคาญให้ลูกค้ามากกว่าความประทับใจ ทางที่ดีหากอยากจะโปรโมตสินค้าใหม่ หรือโฆษณาสิทธิพิเศษต่างๆ แนะนำให้ทำเป็น Banner สวยๆ หรือใส่ในเมนู Promotion ไปเลยจะดีกว่า

อันดับที่ 4 : รูปแบบเว็บไซต์ที่ใช้งานยาก ทำให้ลูกค้าออกจากเว็บไซต์ 37%

การออกแบบเว็บไซต์ นอกจากจะต้องสวยงาม ตัวอักษรอ่านง่าย และภาพสวยงาม น่าดึงดูดแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือต้องเป็นมิตรกับผู้ใช้ด้วย คือเข้าใจง่าย ใช้งานง่าย ไม่ลึกลับซับซ้อนจนเกินไป โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เป็น E-commerce ยิ่งต้องทำให้สามารถซื้อขายได้ง่ายในไม่กี่ขั้นตอน เพื่อให้ปิดการขายได้ไว และลูกค้าประทับใจจนอยากกลับมาซื้อซ้ำ

อันดับที่ 5 : มีเพลงหรือวิดีโอที่เล่นอัตโนมัติ ทำให้ลูกค้าออกจากเว็บไซต์ 33%

ถ้าไม่อยากให้ลูกค้ารู้สึกรำคาญ จนไม่อยากกลับมาที่เว็บไซต์อีก แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใส่เพลงหรือวิดีโออัตโนมัติเลยครับ ยิ่งถ้าเป็นประเภทที่ปิดไม่ได้ หรือไม่รู้จะหยุดยังไงด้วยแล้ว รับรองว่าลูกค้าปิดเว็บหนีแน่นอน!

ที่มา pixilla

โดย :
 2800
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

Pay per click เป็นการ โฆษณา ผ่านทางตัวแทนเว็บ เพื่อทำการ โฆษณา เว็บของคุณ โดย ค่าใช้จ่าย จะคิดจากจำนวนคลิกเป็นหลัก หากไม่มีจำนวนของการคลิก ก็จะไม่เสียเงินค่าโฆษณาแต่อย่างใด แต่อาจจะมีแตกต่างไปบ้างตามแต่ข้อตกลงแต่ละค่าย เช่น อาจจะมีการคิดเพิ่มเติมในรูปแบบของ ePPM หรือ จำนวนการแสดงโฆษณาต่อการแสดงหนึ่งพันครั้ง ในปี 2550 กูเกิล ได้เสนอระบบใหม่ Pay-Per-Action[1] ซึ่งอยู่ในขั้นทดลอง โดยเปลี่ยนจากระบบการจ่ายเงินค่าโฆษณาตามจำนวนที่มีคนคลิกเข้าไปดู เป็นการจ่ายเงินตามการกระทำที่กำหนด เช่น ซื้อของอย่างน้อยหนึ่งชิ้น หรือเข้าดูหน้าใดหน้าหนึ่ง โฆษณา PPC นั้นคือการลงโฆษณาผ่าน search engine ต่างๆ เช่น Google, Yahoo, MSN ใน keywordที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของคุณ วิธีนี้จะคล้ายคลึงกับการทำ SEO (Search Engine Optimization)เพียงแต่เว็บของคุณจะปรากฏอยู่ทางขวามือในส่วนของโฆษณา(ในขณะที่ SEO จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ) โดยคุณจะเสียเงินค่าโฆษณาก็ต่อเมื่อมีคนคลิกโฆษณาของคุณเท่านั้นหากแสดงเฉย ๆ จะไม่เสียเงินค่าโฆษณา
ข้อมูลจาก HubSpot ระบุว่า นักการตลาด 27% ที่ทำการตลาดแบบ Inbound Marketing มาอย่างต่อเนื่อง จะสามารถทำกำไรจากกลยุทธ์ที่ได้วางรากฐานไว้อย่างชัดเจนในปี 2022 และจะมีนักการตลาดลงทุนกับการทำ Inbound Marketing ด้วยเม็ดเงินมหาศาลเพิ่มขึ้นถึง 11% แสดงให้เห็นถึงความนิยมของการใช้งานกลยุทธ์แบบ Inbound Marketing ที่เติบโตขึ้นในปัจจุบัน

Feature SoGoodWeb

SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
เหมาะสำหรับลูกค้าที่เปิดธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นเจ้าของเอง หรือเป็นรายย่อย เป็นระบบจองทัวร์ ที่ช่วยทำให้การจัดการธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ให้เป็นเรื่องง่าย
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์