ข้อดีของการใช้ G Suite

ข้อดีของการใช้ G Suite

ข้อดีของการใช้  G Suite

ข้อมูลเบื้องต้น เพิ่งเริ่มต้นใช้ G Suite

ขอบคุณภาพจาก:JUSTMakeWeb.com

           G Suite เป็นแพ็คเกจของบริการที่ใช้ระบบคลาวด์ ซึ่งทำให้ผู้ใช้ในบริษัทหรือโรงเรียนสามารถทำงานร่วมกันแบบออนไลน์ในรูปแบบใหม่ที่ไม่ใช่แค่ใช้อีเมลและแชท แต่ยังมีการประชุมทางวิดีโอ โซเชียลมีเดีย การทำงานร่วมกันในเอกสารแบบเรียลไทม์ และอีกมากมาย เพียงลงชื่อสมัครใช้บัญชี G Suite โดยระบุชื่อโดเมนที่ต้องการใช้กับบริการของ Google เมื่อยืนยันว่าเป็นเจ้าของโดเมนแล้ว คุณและทีมสามารถเริ่มใช้ Gmail, ปฏิทิน, ไดรฟ์ และบริการหลักอื่นๆ ของ G Suite รวมถึงบริการเพิ่มเติมอื่นๆ เช่น Google+, แฮงเอาท์, Blogger และอีกมากมาย

 

เคล็ดลับ 10 ข้อสำหรับการจัดการ G Suite

  1. เพิ่มผู้ใช้และจัดการบริการในคอนโซลผู้ดูแลระบบของ Google ถ้าต้องการให้ผู้ใช้ในองค์กรเริ่มต้นใช้ G Suite คุณต้องเพิ่มผู้ใช้ลงในบัญชีของคุณ คุณสามารถดำเนินการนี้ได้จากคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องหรือแม้แต่อุปกรณ์เคลื่อนที่โดยใช้ คอนโซลผู้ดูแลระบบของ Google

ในเว็บเบราว์เซอร์ ให้ไปที่ admin.google.com และลงชื่อเข้าใช้ด้วยชื่อและรหัสผ่านของผู้ดูแลระบบ นอกจากนี้ คุณยังสามารถใช้คอนโซลผู้ดูแลระบบเพื่อจัดการบริการของผู้ใช้ รหัสผ่าน และข้อมูลอื่นๆ ทั้งหมดสำหรับบัญชีของคุณ

  1. เพิ่มระดับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย

G Suite มี คุณลักษณะด้านความปลอดภัย ที่สำคัญมากมาย ซึ่งออกแบบมาเพื่อเก็บรักษาข้อมูลที่คุณบันทึกไว้ในระบบของเราให้มีความปลอดภัย นอกจากนี้ ขอแนะนำให้คุณทำตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านความปลอดภัยเพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัย เช่น การยืนยันแบบ 2 ขั้นตอนเพื่อเพิ่มระดับความปลอดภัยของรหัสผ่าน และมาตรการป้องกันการปลอมแปลงเพื่อต่อสู่กับการละเมิดความปลอดภัยของอีเมล

  1. ควบคุมการเข้าถึงคุณลักษณะและบริการของผู้ใช้

เมื่อเริ่มต้น ผู้ใช้ทุกคนจะสามารถใช้บริการส่วนใหญ่ได้ แต่คุณสามารถใช้คอนโซลผู้ดูแลระบบเพื่อปิดบริการที่ไม่ต้องการให้คนอื่นใช้ หรือเพื่อปรับแต่งการทำงานของบริการ กำหนดการตั้งค่าเดียวกันสำหรับทุกคนหรือ

ใช้นโยบายกับผู้ใช้แต่ละกลุ่ม ตัวอย่างเช่น คุณอาจเปิดใช้งานแฮงเอาท์เฉพาะสำหรับทีมสนับสนุนของคุณ หรืออนุญาตเฉพาะแผนกการตลาดให้แชร์ Google Sites แบบสาธารณะได้

  1. เปลี่ยนอีเมลทางธุรกิจมาใช้ Gmail

ผู้ใช้ที่คุณเพิ่มในบัญชี G Suite จะได้รับที่อยู่อีเมลในโดเมนที่คุณระบุเมื่อสร้างบัญชี ผู้ใช้สามารถใช้ที่อยู่นี้กับบริการ Gmail ของ G Suite แต่ถ้าผู้ใช้ใช้ที่อยู่นี้กับโปรแกรมอีเมลเดิมอยู่ คุณสามารถเลือกเวลาที่จะให้เปลี่ยนโปรแกรมได้ อีเมลจะยังไม่เข้าไปที่บัญชี Gmail ของผู้ใช้ (และหยุดเข้าไปที่โปรแกรมเดิม) จนกว่าคุณจะเปลี่ยนระเบียน MX ของโดเมนให้ชี้ไปที่เซิร์ฟเวอร์ของ Google โปรดดูที่ เริ่มต้นใช้งาน Gmail

  1. ใช้แหล่งข้อมูลการทำให้ใช้งานได้และการฝึกอบรมของเรา เพื่อช่วยให้การเริ่มต้นใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่น เราได้จัดเตรียมแหล่งข้อมูลมากมายไว้สำหรับทำให้ผู้ใช้ของคุณใช้งาน G Suite ได้ แนะนำให้ผู้ใช้ไปที่ ศูนย์การเรียนรู้ของ G Suite เพื่อดูคำแนะนำการเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว วิดีโอ และเคล็ดลับสำหรับผู้ใช้ด้านธุรกิจ และไปที่ เว็บไซต์การทำให้ใช้งานได้ เพื่อดูแผนการเริ่มต้นใช้งาน คำแนะนำด้านเทคนิค และเทมเพลตสำหรับสร้างศูนย์การเรียนรู้ของคุณเอง
  2. ให้สิทธิ์ผู้ดูแลระบบแก่เจ้าหน้าที่ IT

ไม่ว่าองค์กรของคุณจะมีขนาดเท่าใด เราขอแนะนำให้คุณกระจายความรับผิดชอบในการจัดการผู้ใช้และบริการให้แก่ผู้ใช้ที่เชื่อถือได้กลุ่มหนึ่ง ซึ่งทำได้โดย การให้สิทธิ์ผู้ดูแลระบบ แก่ผู้ใช้เหล่านั้น เมื่อผู้ดูแลระบบลงชื่อเข้าใช้บัญชี G Suite ระบบจะนำไปที่คอนโซลผู้ดูแลระบบเช่นเดียวกับคุณ แต่ผู้ใช้ที่ไม่ใช่ผู้ดูแลระบบจะไม่เห็นคอนโซลผู้ดูแลระบบเมื่อลงชื่อเข้าใช้ แต่จะไปที่รายการของบริการที่มีการจัดการทันที

  1. จัดการการเผยแพร่คุณลักษณะสำหรับผู้ใช้

G Suite ทำงานบนเว็บ 100% ดังนั้นคุณและผู้ใช้ของคุณจะได้รับคุณลักษณะและอัปเดตใหม่ๆ โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องติดตั้งหรืออัปเดตซอฟต์แวร์ใดๆ แต่คุณสามารถติดตามการเผยแพร่ที่กำลังจะมีขึ้นได้อย่างง่ายดายผ่าน ปฏิทินการเผยแพร่ หรือบล็อกของเรา รวมถึงควบคุมว่าจะเปิดให้บริการคุณลักษณะใหม่สำหรับผู้ใช้เมื่อใด

โดยตั้งค่า กระบวนการเผยแพร่ของ G Suite

  1. จัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่ของคุณจากระยะไกล

ใช้คอนโซลผู้ดูแลระบบเพื่อ จัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่ของผู้ใช้ บังคับใช้นโยบายการรักษาความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ของคุณ ล้างข้อมูลอุปกรณ์ที่สูญหายหรือถูกโจรกรรมจากระยะไกล เป็นต้น

  1. ติดตามการใช้งานและแนวโน้ม

ตรวจสอบว่าบริการแต่ละรายการมีการใช้งานอย่างไรในองค์กรของคุณ โดยดู กราฟและรายงานการใช้งาน ในคอนโซลผู้ดูแลระบบ วิเคราะห์การทำงานร่วมกันของทีม ระบุรูปแบบการรักษาความปลอดภัยที่ไม่ต้องการ และติดตามแนวโน้มอื่นๆ

  1. เพิ่มโดเมนได้ฟรี ถ้าองค์กรของคุณได้ชื่อโดเมนมาใหม่หรือทำธุรกิจในหลายโดเมน คุณสามารถ เพิ่มโดเมนทั้งหมด ลงในบัญชีได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จากนั้นผู้ใช้สามารถมีข้อมูลประจำตัวได้หลายโดเมนในขณะที่แชร์บริการต่างๆ ในฐานะองค์กรเดียว

ขอบคุณภาพจาก: Street Smart

G Suite ต่างจากบริการอื่นๆอย่างไร ?

  1. ผู้บุกเบิกระบบคลาวด์ Google ได้รับการยอมรับว่าเป็นชื่อที่ได้รับความไว้วางใจและเป็นผู้นำในวงการด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ที่เชื่อถือได้
  2. สร้างมาเพื่อระบบคลาวด์ G Suite ออกแบบมาเป็นบริการที่ทำงานในระบบคลาวด์โดยสมบูรณ์ แผนกไอทีจึงไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายไปกับการดูแลชุดอุปกรณ์เดสก์ท็อป
  3. แพ็กเกจครบวงจร โดยมีพื้นที่เก็บไฟล์และการแชร์กับ Google ไดรฟ์ การทำงานร่วมกันใน Google เอกสารแบบเรียลไทม์ การประชุมผ่านวิดีโอโดยใช้แฮงเอาท์ และ ระบบอีเมลแบบมืออาชีพอย่าง Gmail ทั้งหมดนี้ให้บริการในราคาเดียว
  4. ระบบเดียวที่ใช้ได้สะดวก ผู้ใช้ G Suite จะได้รับประสบการณ์แบบเดียวกันเมื่อใช้อุปกรณ์ ระบบปฏิบัติการ และเบราว์เซอร์ต่างๆ และมีพนักงานจำนวนมากใช้ ผลิตภัณฑ์ Google ที่บ้านอยู่แล้ว
  5. ความช่วยเหลือออฟไลน์ Gmail, ปฏิทิน และ Google เอกสารช่วยให้ผู้ใช้ดู แก้ไข และสร้างเนื้อหาได้เมื่อไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต จากนั้นระบบจะซิงค์ข้อมูลให้โดยอัตโนมัติเมื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

 

ทำไมฉันควรจ่ายค่าบริการ G Suite ในเมื่อ Google มีผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกันซึ่งใช้งานได้ฟรี ?

  1. อีเมลธุรกิจที่ใช้ชื่อโดเมนของคุณ
  2. พื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับ Gmail และ ไดรฟ์
  3. การสนับสนุนทางโทรศัพท์และอีเมลตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน
  4. การรับประกันความพร้อมในการใช้งาน 99.9%ทำงานร่วม กับ Microsoft Outlook ได้
  5. คุณลักษณะด้านการรักษาความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้น
  6. การดูแลระบบแบบเต็มรูปแบบกับบัญชีผู้ใช้ทั้งหมด

ขอบคุณแหล่งที่มา : บริษัท วันบีลีฟ จำกัด และ google

โดย :
 3836
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ด้วยภาวะการแข่งขันสูงมากในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องยากสำหรับธุรกิจ SME ที่จะมาสู้รบปรบมือกับบรรดากิจการทุนหนาที่ต่างทุ่มงบประมาณในการส่งเสริมการตลาดโดยเฉพาะงบโฆษณาเพื่อช่วงชิงตำแหน่งผู้นำตลาด
เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างพากันลงทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างช่องทางให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น แน่นอนว่าแนวโน้มการศึกษาในปี 2017 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมแนวโน้มการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เยสคอร์ส (YesCourse) ผู้สร้างแพลตฟอร์มการกระจายการศึกษาออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกได้ขายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ของตน โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 3,500 สถาบันการศึกษาระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการศึกษาออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการศึกษาอย่างมาก และเป็นตัวเสริมให้การศึกษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนจากทุกที่ แต่ในปี 2017 ระบบการเรียนออนไลน์แบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นและได้ยิน VR ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว เช่น การบิน การทหาร และเกม แต่ในอนาคต VR จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในการเรียนรู้มากขึ้น แนวโน้มต่อมา คือ Cloud Migration หรือการเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลต่าง ๆ สู่คลาวด์ ซึ่งสถาบันการศึกษานำข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงระบบไอทีของตนเองสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเอง ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการบริหารทรัพยากรของระบบ และสามารถแบ่งทรัพยากรร่วมกันได้ง่าย อีกหนึ่งแนวโน้มที่ YesCourse พูดไว้ คือ การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) และการเรียนเชิงทำนาย (Predictive Learning) ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ พวกเขาทิ้งรอยดิจิทัลไว้ (Digital Footprint) สิ่งนี้ทำให้สถานศึกษา และครูผู้สอนสามารถใช้ทำนายเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรียน และสามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นข้อดีต่อการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ส่วนเว็บไซต์ Pathway to Financial Success บอกว่า แนวโน้มการศึกษาจะเข้าสู่ยุค The Internet of Things (IoT) เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์โฟน โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน โดยบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner Inc.) ทำนายว่า ในปี 2020 จะมีอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่ำกว่า 20.8 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลแห่งประเทศอังกฤษจึงทุ่มงบฯลงทุนด้านการวิจัยและศึกษาด้าน IoT ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เรียนได้รับประโยชน์จาก IoT ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning), รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning), กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและยั่งยืน (Self-directed Learning), ส่งเสริมเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning), สร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (Gender Equality) และสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Creating Smart Classroom) นอกจากนั้น Real-World Case Studies หรือกรณีศึกษาจากโลกแห่งความจริงจะเข้มข้นมากขึ้นในทุกวิชา เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้เรียน และเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าข้อมูลในตำรา กรณีศึกษาในโลกแห่งความจริงยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ในขณะที่ "บิล เกตส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวิเคราะห์ไว้ว่า ค่าใช้จ่ายการศึกษาจะน้อยลงและทุนการวิจัยจะมากขึ้น "เป็นที่รู้กันว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการต่อยอดการศึกษา แต่ที่ผ่านมานักวิจัยหลายคนต่างต้องวิ่งเต้นหาทุนวิจัย และหาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ฟรีจากระบบการศึกษาที่เรียกว่า MOOCs (Massive Online Open Courses) จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยลง ผู้เรียนสามารถมีทุนวิจัยของตนเอง" "ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้สอนจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องสร้างห้องเรียนหรืออาคารเรียน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็
Icon เป็นกราฟิกชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาใช้แทนคำพูดที่ต้องการได้ ทั้งนี้ยังเป็นประโยชน์ในการออกแบบอีกทั้งยังเป็นการเพิ่มการใช้งาน

Feature SoGoodWeb

SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
เหมาะสำหรับลูกค้าที่เปิดธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นเจ้าของเอง หรือเป็นรายย่อย เป็นระบบจองทัวร์ ที่ช่วยทำให้การจัดการธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ให้เป็นเรื่องง่าย
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์