สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำบนหน้าเพจเฟซบุ๊ก

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำบนหน้าเพจเฟซบุ๊ก

สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำบนหน้าเพจเฟซบุ๊ก

สื่อโซเชียลมีเดียมีข้อดีในเรื่องของการเป็นช่องทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมาก ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย และยังสื่อข้อความหรือเรื่องราวไปยังคนหมู่มากได้พร้อม ๆ กันด้วย แต่การใช้โซเชียลมีเดียอย่างเหมาะสมก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยเพราะหากไม่ระวังโซเชียลมีเดียก็อาจเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวเราเองได้ เหมือนกับที่เคยเป็นข่าวให้เห็นมาหลายกรณีแล้ว

 

             วันนี้เราจึงมีคำแนะนำสำหรับเรื่องที่ควรทำและไม่ควรทำบนหน้าเพจเฟซบุ๊กมาบอกค่ะ

 1โพสต์เกี่ยวกับบริษัทคู่แข่ง

          การใช้หน้าเพจเฟซบุ๊คควรเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ในการทำธุรกิจออนไลน์ด้วยการใช้หน้าเพจเฟซบุ๊คจึงควรหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงบริษัทคู่แข่งอย่างเด็ดขาด เหมือนกับเป็นมารยาทในการดำเนินธุรกิจด้วย ยิ่งเป็นเรื่องไม่ดีหรือเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นความจริงหรือไม่ยิ่งไม่ควรพูดถึง

 2.โพสต์วิจารณ์การเมือง

         ถึงแม้หน้าเพจเราควรมีเรื่องราวอัปเดตเพื่อพูดคุยกับลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายอยู่ตลอดเวลา แต่ก็ควรเว้นเรื่องการเมืองเอาไว้ เพราะให้ความเห็นหรือวิจารณ์อะไรไปก็ไม่ได้มีประโยชน์กับธุรกิจเรา ทำให้ภาพพจน์ธุรกิจไม่ดี แถมบางครั้งหากไม่เข้าตาใครยังอาจเสียลูกค้าได้อีก

 3.ควรใช้ถ้อยคำที่สุภาพ

         ทุกประโยคทุกคำพูดที่โพสต์ลงที่หน้าเพจเฟซบุ๊กควรต้องผ่านการกลั่นกรองพอสมควร ต้องเลือกใช้ถ้อยคำที่สุภาพ ไม่หยาบคาย หรือรุนแรง

 4.ไม่ควรใช้ FB ส่วนตัวสื่อสารกับลูกค้าในเรื่องธุรกิจ

        เฟซบุ๊กเขามีบัญชีส่วนตัว แฟนเพจ และกรุ๊ปให้เลือกใช้งาน เราก็ควรเลือกใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์การใช้งาน บัญชีส่วนตัวใช้เรื่องส่วนตัว หน้าแฟนเพจใช้สำหรับบุคคลที่มีความสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งร่วมกัน ส่วนกรุ๊ปไว้ใช้งานในกลุ่มเพื่อนที่ต้องการจำกัดสมาชิก

 5.ตอบข้อความให้เร็ว

เมื่อคิดจะใช้หน้าเพจเฟซบุ๊กเป็นช่องทางการสื่อสารกับลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายแล้ว ก็ไม่ควรตอบข้อความช้าเกินไป เพราะคนสมัยนี้ชอบอะไรที่รวดเร็ว ไม่ชอบรอนาน

 

 ขอบคุณแหล่งที่มา : SoGoodWeb.com

โดย :
 2642
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

วิวัฒนาการของการพัฒนาเว็บไซต์ในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เมื่อเทียบดูในยุคแรกๆ ของการพัฒนาเว็บไซต์แล้ว ในส่วนของการพัฒนาเว็บไซต์ในยุคก่อนนั้นต้องใช้เวลาและอาศัยเครื่องมือในการทำงานหลายตัว จึงจะทำให้เว็บไซต์ที่ได้รับการพัฒนาออกมามีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ถ้าในสมัยนี้การพัฒนาเว็บไซต์นั้นใช้เวลาไม่นาน เพราะมีเครื่องมือที่ช่วยในการอำนวยความสะดวกมากมาย ดังนั้นวันนี้จะพาไปดู พัฒนาการของเว็บไซต์ ในแต่ละยุคนั้นจะมีความเป็นมาอย่างไรบ้าง โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ยุคดังนี้
เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างพากันลงทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างช่องทางให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น แน่นอนว่าแนวโน้มการศึกษาในปี 2017 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมแนวโน้มการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เยสคอร์ส (YesCourse) ผู้สร้างแพลตฟอร์มการกระจายการศึกษาออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกได้ขายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ของตน โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 3,500 สถาบันการศึกษาระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการศึกษาออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการศึกษาอย่างมาก และเป็นตัวเสริมให้การศึกษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนจากทุกที่ แต่ในปี 2017 ระบบการเรียนออนไลน์แบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นและได้ยิน VR ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว เช่น การบิน การทหาร และเกม แต่ในอนาคต VR จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในการเรียนรู้มากขึ้น แนวโน้มต่อมา คือ Cloud Migration หรือการเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลต่าง ๆ สู่คลาวด์ ซึ่งสถาบันการศึกษานำข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงระบบไอทีของตนเองสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเอง ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการบริหารทรัพยากรของระบบ และสามารถแบ่งทรัพยากรร่วมกันได้ง่าย อีกหนึ่งแนวโน้มที่ YesCourse พูดไว้ คือ การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) และการเรียนเชิงทำนาย (Predictive Learning) ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ พวกเขาทิ้งรอยดิจิทัลไว้ (Digital Footprint) สิ่งนี้ทำให้สถานศึกษา และครูผู้สอนสามารถใช้ทำนายเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรียน และสามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นข้อดีต่อการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ส่วนเว็บไซต์ Pathway to Financial Success บอกว่า แนวโน้มการศึกษาจะเข้าสู่ยุค The Internet of Things (IoT) เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์โฟน โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน โดยบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner Inc.) ทำนายว่า ในปี 2020 จะมีอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่ำกว่า 20.8 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลแห่งประเทศอังกฤษจึงทุ่มงบฯลงทุนด้านการวิจัยและศึกษาด้าน IoT ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เรียนได้รับประโยชน์จาก IoT ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning), รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning), กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและยั่งยืน (Self-directed Learning), ส่งเสริมเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning), สร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (Gender Equality) และสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Creating Smart Classroom) นอกจากนั้น Real-World Case Studies หรือกรณีศึกษาจากโลกแห่งความจริงจะเข้มข้นมากขึ้นในทุกวิชา เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้เรียน และเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าข้อมูลในตำรา กรณีศึกษาในโลกแห่งความจริงยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ในขณะที่ "บิล เกตส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวิเคราะห์ไว้ว่า ค่าใช้จ่ายการศึกษาจะน้อยลงและทุนการวิจัยจะมากขึ้น "เป็นที่รู้กันว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการต่อยอดการศึกษา แต่ที่ผ่านมานักวิจัยหลายคนต่างต้องวิ่งเต้นหาทุนวิจัย และหาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ฟรีจากระบบการศึกษาที่เรียกว่า MOOCs (Massive Online Open Courses) จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยลง ผู้เรียนสามารถมีทุนวิจัยของตนเอง" "ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้สอนจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องสร้างห้องเรียนหรืออาคารเรียน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็
จากการสำรวจ Google Trend เกี่ยวกับ Website Design ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมาผลปรากฏออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อ สปป.ลาว ติดอันดับหนึ่งในการค้นหา...

Feature SoGoodWeb

SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
เหมาะสำหรับลูกค้าที่เปิดธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นเจ้าของเอง หรือเป็นรายย่อย เป็นระบบจองทัวร์ ที่ช่วยทำให้การจัดการธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ให้เป็นเรื่องง่าย
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์