เรามาทำความรู้จักกับรูปแบบของโฆษณาบน Youtube กันเถอะ

เรามาทำความรู้จักกับรูปแบบของโฆษณาบน Youtube กันเถอะ

ในเมื่อช่องทางการทำโฆษณาในยุคปัจจุบันเปิดกว้างมากขึ้น Youtube ถือเป็นหนึ่งในช่องทางของการทำโฆษณาบนโลกออนไลน์ นักโฆษณาหลายคน สนใจที่จะมาลงโฆษณาบน Youtube แต่จะมีพื้นที่ลงโฆษณาตรงไหนได้บ้าง และบรรดาคู่แข่งจะลงพื้นที่ตรงไหน วันนี้เรามาดูกันว่าโฆษณาบน Youtube  จะมีอยู่กี่รูปแบบ แต่ละรูปแบบเป็นอย่างไร และอยู่บริเวณไหนของหน้าเว็บ

    1.Masthead

โฆษณาบน Youtube รูปแบบนี้จะขึ้นอยู่หน้าแรกของ Youtube เป็นป้ายขนาดใหญ่ ซึ่งเราสามารถใส่ลูกเล่นเป็น Multi Functionได้ เป็นการซื้อแบบ Fixed Banner และขายเป็นรายวัน

    2.Display Ads (Banners)

โฆษณาบน Youtube รูปแบบนี้จะขึ้นอยู่ตามหน้าต่าง ๆ ของ Youtube อยู่บริเวณด้านข้างของวิดีโอ และอยู่เหนือ Suggest Video

    3.Overlay In Video Ads

โฆษณาบน Youtube รูปแบบนี้เป็นโฆษณาที่ขึ้นอยู่บนคลิปวิดีโอที่รับชม ซึ่งสามารถกดซ่อนได้

    4.Trueview In Streams Ads

เป็นโฆษณาบน Youtube ในรูปแบบวิดีโอที่เล่นก่อนวีดีโอที่เลือกรับชม ซึ่งมีการคิดค่าเงินโฆษณาเมื่อดูเกิน 30 วินาทีหรือจนกว่าวิดีโอจะจบ โดยไม่มีการกดข้าม แต่เราสามารถกดข้ามได้เมื่อดูครบ 5 วินาที

    5.Trueview In Display Ads

โฆษณาบน Youtube รูปแบบนี้ เป็นการซื้อโฆษณา เพื่อแนะนำวีดีโอของเรา หรือเรียกว่า Suggest Video โดยแสดงอยู่ด้านข้างวิดีโอหลักที่ต้องการรับชม ซึ่งค่าโฆษณาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการคลิกเข้าชมวิดีโอของเรา

    6.Trueview In Search Ads 

โฆษณาบน Youtube รูปแบบนี้ เป็นโฆษณาแนะนำวิดีโอ ที่สอดคล้องกับคำที่เราต้องการค้นหา ซึ่งการคิดค่าโฆษณาจะเกิดขึ้นเมื่อคลิก Link วิดีโอนั้นเข้าไป

   7.Non Skipable In Stream Ads

โฆษณาบน Youtube รูปแบบนี้ หรือที่เราเรียกกันว่า แบบ revesre เป็นวิดีโอโฆษณาในวิดีโอหลัก ซึ่งไม่สามารถกดข้ามได้ ต้องดูให้จบ จึงสามารถดูวิดีโอหลักได้ คล้าย ๆ กับโฆษณาในโทรทัศน์ แต่ต่างกันตรงที่จะมีเวลาบอกถึงความยาวของวิดีโอโฆษณาตรงมุมล่างของวิดีโอโฆษณานั้น

เรียกได้ว่ารูปแบบของโฆษณาบน Youtube เหล่านี้สามารถตอบโจทย์ของนักโฆษณาหลายคนที่ต้องการลงโฆษณาบน Youtube ได้เป็นอย่างดี ว่าจะเลือกลงแบบไหน แล้วแบบไหนตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด 

ขอบคุณแหล่งที่มา :NIPA Technology Co., Ltd.

โดย :
 2986
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

Content Marketing สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือ บทความเพื่อการตลาด เพื่อกระตุ้นให้สินค้าขายได้ รวมถึงสร้างเครดิตให้แก่ร้านค้า สร้างเอกลักษณ์ ภาพจำ หรืออะไรที่เป็นส่วนหนึ่งของการตลาดเกี่ยวกับสินค้าหรือร้านค้า เนื่องจากคำว่าการตลาด ไม่ได้หมายความเฉพาะเรื่องการซื้อขายในทันที แต่อาจจะส่งผลถึงการซื้อขายในอนาคตก็รวมลงในความหมายของคำว่า การตลาด
เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างพากันลงทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างช่องทางให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น แน่นอนว่าแนวโน้มการศึกษาในปี 2017 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมแนวโน้มการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เยสคอร์ส (YesCourse) ผู้สร้างแพลตฟอร์มการกระจายการศึกษาออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกได้ขายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ของตน โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 3,500 สถาบันการศึกษาระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการศึกษาออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการศึกษาอย่างมาก และเป็นตัวเสริมให้การศึกษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนจากทุกที่ แต่ในปี 2017 ระบบการเรียนออนไลน์แบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นและได้ยิน VR ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว เช่น การบิน การทหาร และเกม แต่ในอนาคต VR จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในการเรียนรู้มากขึ้น แนวโน้มต่อมา คือ Cloud Migration หรือการเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลต่าง ๆ สู่คลาวด์ ซึ่งสถาบันการศึกษานำข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงระบบไอทีของตนเองสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเอง ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการบริหารทรัพยากรของระบบ และสามารถแบ่งทรัพยากรร่วมกันได้ง่าย อีกหนึ่งแนวโน้มที่ YesCourse พูดไว้ คือ การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) และการเรียนเชิงทำนาย (Predictive Learning) ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ พวกเขาทิ้งรอยดิจิทัลไว้ (Digital Footprint) สิ่งนี้ทำให้สถานศึกษา และครูผู้สอนสามารถใช้ทำนายเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรียน และสามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นข้อดีต่อการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ส่วนเว็บไซต์ Pathway to Financial Success บอกว่า แนวโน้มการศึกษาจะเข้าสู่ยุค The Internet of Things (IoT) เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์โฟน โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน โดยบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner Inc.) ทำนายว่า ในปี 2020 จะมีอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่ำกว่า 20.8 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลแห่งประเทศอังกฤษจึงทุ่มงบฯลงทุนด้านการวิจัยและศึกษาด้าน IoT ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เรียนได้รับประโยชน์จาก IoT ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning), รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning), กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและยั่งยืน (Self-directed Learning), ส่งเสริมเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning), สร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (Gender Equality) และสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Creating Smart Classroom) นอกจากนั้น Real-World Case Studies หรือกรณีศึกษาจากโลกแห่งความจริงจะเข้มข้นมากขึ้นในทุกวิชา เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้เรียน และเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าข้อมูลในตำรา กรณีศึกษาในโลกแห่งความจริงยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ในขณะที่ "บิล เกตส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวิเคราะห์ไว้ว่า ค่าใช้จ่ายการศึกษาจะน้อยลงและทุนการวิจัยจะมากขึ้น "เป็นที่รู้กันว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการต่อยอดการศึกษา แต่ที่ผ่านมานักวิจัยหลายคนต่างต้องวิ่งเต้นหาทุนวิจัย และหาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ฟรีจากระบบการศึกษาที่เรียกว่า MOOCs (Massive Online Open Courses) จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยลง ผู้เรียนสามารถมีทุนวิจัยของตนเอง" "ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้สอนจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องสร้างห้องเรียนหรืออาคารเรียน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็
การต่อสู้บนยุทธภพธุรกิจที่ต่างฝ่ายต่างแก่งแย่งช่วงชิงความเป็นหนึ่งในสมรภูมิอันดุเดือดหลายบริษัทใช้ยุทธวิธีที่ในอดีตอาจมองว่าเป็นการรบนอกแบบและไม่ตามกติกานั่นก็คือ 'การล้วงความลับ' จากคู่ต่อสู้นั่นเองแต่เมื่อเวลาเปลี่ยนความคิดก็เปลี่ยนตามไปด้วยกลยุทธ์และวิธีล้วงความลับจากคู่ต่อสู้กลับกลายเป็นที่ยอมรับกันมากขึ้นแทบทุกบริษัทใช้วิธีล้วงความลับเพื่อสืบหาข้อมูลความลับจากบริษัทคู่แข่งต่างกันตรงที่บริษัทใดจะเลือกใช้วิธีล้วงความลับแบบไหนไหนซึ่งให้ไม่น่าเกลียดและผิดกฎหมายมากกว่ากันเท่านั้นเองงั้นลองมาดูตัวอย่างกลยุทธ์ที่อาจช่วยให้ล่วงรู้ความลับจากคู่แข่งทางธุรกิจได้ไม่มากก็น้อยแถมยังไม่ผิดกฎหมายอีกด้วย

Feature SoGoodWeb

SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
เหมาะสำหรับลูกค้าที่เปิดธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นเจ้าของเอง หรือเป็นรายย่อย เป็นระบบจองทัวร์ ที่ช่วยทำให้การจัดการธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ให้เป็นเรื่องง่าย
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์