SEO vs SEM ต่างกันอย่างไร แล้วควรเลือกทำการตลาดแบบไหนจึงจะเหมาะกับธุรกิจคุณ ?

SEO vs SEM ต่างกันอย่างไร แล้วควรเลือกทำการตลาดแบบไหนจึงจะเหมาะกับธุรกิจคุณ ?


SEO vs SEM ต่างกันอย่างไร แล้วควรเลือกทำการตลาดแบบไหนจึงจะเหมาะกับธุรกิจคุณ

SEO vs SEM ต่างก็เป็นเทคนิคในการทำการตลาดออนไลน์บนหน้าค้นหา (Search Marketing) เทคนิคในการวางแผนและลงมือทำที่แตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายหลักเดียวกันคือการเพิ่ม Traffic หรือยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสการขายให้กับสินค้าหรือบริการของธุรกิจ

สิ่งที่ SEO และ SEM มีประโยชน์เหมือนกัน

1. ช่วยให้เว็บไซต์เติบโตจากยอดผู้เข้าชม

2. ช่วยให้เว็บไซต์ขึ้นแสดงบนหน้าการค้นหาของ google เพิ่มโอกาสที่คนจะคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ และรู้จักธุรกิจมากขึ้น

3. เว็บไซต์ก่อนจะทำ SEO หรือ SEM จะต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายที่ขัดเจน ตรงกับความต้องการมากที่สุด เพื่อให้การค้นหาและวิเคราะห์ได้ตรงเป้า

4. ทั้ง SEO และ SEM ต่างต้องอาศัยการจับ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เพื่อให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากทีาสุด

สิ่งที่ SEO และ SEM มีความแตกต่างกัน

1. วิธีการไต่อันดับบนหน้าการค้นหาที่ไม่เหมือนกัน

1.1 SEO จะเน้นการสร้างคอนเทนต์ การเข้าไปแก้ไขปรับปรุง การเคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอ อันดับการค้นหาจึงจะดีขึ้น

1.2 SEM จะเน้นที่การจ่ายเงิน เว็บไซต์จึงจะแสดงขึ้นบนหน้าแรก และได้อันดับการค้นหาที่ดี

2. ระยะเวลาที่เกิดผลลัพธ์

2.1 SEO เว็บไซต์จะค่อยๆไต่อันดับไปสู่อันดับที่ดีที่สุดของการค้นหาแบบ Organic หรือแบบไม่ต้องเสียเงินในการซื้อแต่ต้องสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพดีมากๆรวมถึงการปรับปรุงทั้งจากภายในและภายนอกเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพดีมากที่สุด

2.2 SEM จะใช้เวลาตรงกันข้ามกับ SEO เพราะจะมีทีมการตลาดมาดูแลแคมเปญโดยการทำโฆษณาผ่าน Google Adsภายในไม่กี่ชั่วโมงเว็บไซต์ของคุณจะถูกดันขึ้นมาและมียอดผู้เข้าชมได้เร็วกว่า

3.ใช้การลงทุนที่แตกต่างกัน

3.1 ลงทุนด้วยเวลาและค่าแรง ถึงจะใช้เวลานานกว่า แต่ในระยะยาวเว็บไซต์จะสามารถติดอันดับได้ยั่งยืนกว่า

3.2 ลงทุนด้วยเงิน ผลลัพธ์ไวกว่า เมื่อเทียบระยะยาว เมื่อสิ้นสุดแคมเปญอันดับของเว็บไซต์อาจจะหายจากหน้าแรกได้เลย

จะเห็นได้ว่าการเปรียบเทียบของ SEO vs SEM มีจุดอ่อนจุดแข็งต่างกันออกไป ถ้าต้องเลือกว่าแบบไหนที่เหมาะกับธุรกิจของคุณมากกว่าจะต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย และขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ ด้วย







ขอขอบคุณแหล่งที่มา : 1stcraft.com

โดย :
 1178
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

โลกยุค 4.0 เปิดโอกาสให้คุณสามารถมีธุรกิจ หรือสร้างตัวตนให้เป็นที่รู้จักได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านหรือเสียเงินซื้อโฆษณา ด้วยการสร้างเพจเฟซบุ๊ค ที่เปรียบเสมือนห้างร้านหรือบริษัท ซึ่งการสร้างเพจเมื่อทำจนปังแล้วสามารถสร้างรายได้ให้คุณได้อย่างคุ้มค่า โดยที่ไม่ต้องเสียเงินในการลงทุน เหมือนการตั้งบริษัท หากเรียนรู้ในการบริหารจัดการเพจให้ดี
จากผลการศึกษาพบว่า Facebook Page ควรเว้นระยะห่างในการโพสต์อย่างน้อย 3 ชั่วโมง โดยบริษัท EdgeRank Checker ได้ทำการวิเคราะห์โพสต์มากกว่า 30,000 โพสต์จาก Facebook Page มากกว่า 500 Page โดย Page เหล่านี้มีคนกด like เฉลี่ย 140,000 ราย พบว่าอายุของโพสต์แต่ละอันนั้นมีค่าเฉลี่ย 3 ชั่วโมง 7 นาที ค่ามัธยฐาน 2 ชั่วโมง 56 นาที อายุของโพสต์นั้นทาง EdgeRank ใช้วิธีการวัดจากการที่มีคนกด Like หรือแสดงความคิดเห็นนับจากเวลาที่โพสต์ โดยเมื่อพ้นไปจาก 3 ชั่วโมงแล้วการโต้ตอบจากผู้ชมจะเหลือน้อยลงไปมากจึงสรุปว่าโพสต์หมดอายุของมันนั่นเอง
ถ้าไม่มี Security ก็จะไม่มี Trust และถ้าไม่มี Trust ธุรกิจบนโลกออนไลน์ก็เติบโตไม่ได้

Feature SoGoodWeb

เจาะลึกระบบหลังบ้าน SoGoodWeb มาดูวิธีใช้ระบบแจ้งเตือนแบบ Third-Party และ Email Notification เพื่อช่วยจัดการร้านค้าและอำนวยความสะดวกให้คุณไม่พลาดทุกยอดขาย
SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์