5 ความจริงเกี่ยวกับ Themeforest ที่คนอยากขายธีมต้องรู้

5 ความจริงเกี่ยวกับ Themeforest ที่คนอยากขายธีมต้องรู้

การหาเงินในวงการทำเว็บไซต์นี่มีหลายทาง ไม่ว่าจะรับเป็นงานฟรีแลนซ์ หรือทำ Startup หรือเป็นพนักงานบริษัท แต่แน่นอนว่าส่วนใหญ่ล้วนอยากเป็นเจ้านายตัวเองกันทั้งนั้น จึงไม่แปลกว่าจะมีคนหันไปทำ Startup หรือไปหาเงินทุนด้วย Crowd Funding และการทำธีมขายใน Themeforest ก็เป็นหนทางหนึ่งในการเป็นเจ้านายตัวเองเช่นกัน

คนไทยคนหนึ่งที่ดังมาก ๆ ใน Themeforest คือ @Peerapong ซึ่งล่าสุดทำยอดขาย 2 ล้านเหรียญสหรัฐ (60 ล้านบาท) ไปเรียบร้อย ทำให้คนไทยหลาย ๆ คนเข้ามาขายธีมในตลาดนี้ มาดูกันว่า 5 อย่างที่คุณต้องรู้ก่อนเข้าไปลุยป่า Themeforest มีอะไรกันบ้าง

  1. THEMEFOREST คัดคุณภาพของธีมโหดมาก

ไม่ใช่ว่าใครส่งธีมเข้าไปขายใน Themeforest แล้วจะผ่านทั้งหมด คุณภาพของธีมที่จะเอาขึ้นหน้าเว็บไซต์นั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามการแข่งขันในตลาด ซึ่งถ้าคุณภาพงานของเรายังไม่สูงพอมีโอกาสโดนตีกลับได้ง่าย ๆ อย่างไรก็ตาม การตีกลับใน Themeforest มีสองแบบ คือ

Soft Reject – ถ้าคุณภาพงานของเราเกือบผ่านแล้ว แต่ยังติดปัญหานิดหน่อย เค้าก็จะตีกลับมาในลักษณะนี้ งานที่ส่งไปจะไปยังอยู่ในระบบ เราแค่แก้ไขตามเค้าให้ถูกต้องก็ผ่านแล้ว

Hard Reject– ถ้าคุณภาพงานของเราไม่ถึงมาตรฐาน หรืองานแนวเรามีเต็มตลาดเกินไปแล้ว เค้าจะตีกลับมาแบบนี้ งานจะหลุดออกจากระบบไปเลยครับ อาจต้องแก้เยอะแล้วส่งไปอีกครั้ง แก้ไม่ได้แล้ว ส่งซ้ำไปมีโอกาสโดนแบน

 อย่าลืมว่าคุณภาพของธีมที่จะส่งผ่านนั้นจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ และมีการเพิ่มเติมกฏข้อบังคับตลอดเวลา เพราะฉะนั้นรีบทำรีบส่งตั้งแต่ตอนนี้ครับ ไม่งั้นคุณภาพที่เค้าต้องการจะยิ่งสูงขึ้นไปอีก

  1. THEMEFOREST หัก % การขายถึง 50%

ธีมที่เราวางขายใน Themeforest จะไม่มีค่าวางของ แต่เค้าจะหักเงินเราไปตอนที่ของเราขายได้ ซึ่งจะเริ่มต้นที่ 50% แปลว่าถ้าเราขายของราคา $50 (1500 บาท) เค้าจะหักเราไป $25 คือเราได้ไป $25 (750 บาท)

บางคนอาจคิดว่าทำไมหักไปเยอะจัง เทียบกับของ Apple Store ที่หักค่าแอพ 30% (เจ้าของแอพได้ 70%) ก็ถือว่าเยอะแล้ว อันนี้เราต้องมองว่าฐานลูกค้าของ Themeforest เยอะมาก สมมติถ้าเราเอาของไปวางบนเว็บเราแล้วขายได้ 5 ชิ้น แต่ถ้าลง Themeforest แล้วขายได้ 200 ชิ้น ยังไงแบบหลังก็คุ้มกว่า ยกเว้นว่าเรามีวิธีการโปรโมทขายของที่ดีมาก ๆ จนไม่ต้องพึ่งตลาดนี้

ถ้าเราขายของได้ยอดสูงขึ้น ก็จะได้ % เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยสูงสุดอยู่ที่ 70% เท่ากับขายแอพใน Apple Store เลย

  1. คุณภาพ THEME ก็สำคัญ แต่ SUPPORT ก็สำคัญไม่แพ้กัน

คนที่ซื้อ Theme ในเว็บไซต์นี้มีความคาดหวังว่าถ้าเกิดปัญหาอะไรเค้าจะติดต่อเราได้ตลอด เพราะเค้าจ่ายเงินซื้อของเราไปแล้ว ซึ่งจะเห็นว่าคนทำธีมแทบทุกคนมีระบบให้ลูกค้าเค้ามาถามคำถามได้ และบางที่ก็เข้าไปติดตั้งธีมให้ลูกค้าฟรี ๆ ด้วย

การจะเข้ามาในตลาดทำธีมต้องมั่นใจก่อนว่าเราสามารถรองรับคำถามจากลูกค้าได้ ซึ่งถ้าใครเคยอ่านบทสัมภาษณ์คุณ Peerapong ที่ขายได้ 60 ล้าน เค้าบอกว่าวันนึงต้องตอบอีเมลเป็น 100 ฉบับครับ (ตอนนี้น่าจะมากกว่านั้นแล้ว)

ถ้า Support ไม่ดีลูกค้าก็จะไม่กลับมาซื้อของเราอีกเลย ในทางกลับกัน ถ้าเค้าเคยซื้อไปแล้วพบว่าธีมเรา Support ดีมาก ๆ เค้าก็จะไว้วางใจเรา แล้วมาอุดหนุนเราบ่อย ๆ  เพิ่มยอดขายเพิ่มเรทติ้งให้เราได้อีก

  1. ความรู้ภาษาอังกฤษไม่ต้องระดับสูงมากก็ได้

หลายคนกลัวว่าภาษาอังกฤษตัวเองไม่แข็งแล้วเข้าไปจะลำบาก เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือช่วยเหลือเยอะ อาจจะใช้วิิธีโยนใส่ Google Translate, เปิด Dictionary, หรือหาคนมาช่วยแปลก็ได้

คนซื้อใน Themeforest เค้าจะไม่ถามเราโดยใช้ประโยคยาก ๆ เพราะบางทีเค้าก็ไม่ได้มาจากประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก โดยถ้าเราไม่เข้าใจคำถามจริง ๆ สามารถขอให้เค้าอธิบายเพิ่มเติม หรือให้เค้าอัพรูป Screenshot มาให้ดูว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกันแน่ ส่วนใหญ่ดูรูปเราก็จะเข้าใจเลย

  1. ระวังโดนหลอกว่าจะสอนให้ไปขายใน THEMEFOREST

พอคนไทยเห็นว่าตลาดนี้ทำเงินได้ดีก็จะอยากเข้าไปขายของใน Themeforest ซึ่งจากที่ขายของตัวเอง บอกได้เลยว่าขายดีจริง แต่มันไม่ใช่ตลาดที่จะสอนให้ไปขายได้ง่าย ๆ เหมือนพวกตลาด Affliate (เอาของคนอื่นมาวางขายในเว็บเราแล้วเราได้ %)

อย่างหนึ่งเลยคือคุณภาพของงานที่จะวางขายได้ไม่ใช่ว่าสอนพื้นฐานแล้วจะทำส่งขายได้เลย งานต้องดีไซน์สวย ระบบต้องดี ซึ่งพวกนี้มาจากประสบการณ์การทำงาน สอนแค่แนวคิดไปทำไม่ได้แน่นอน ตลาดนี้คุณภาพงาน (Design & Development) มาก่อน ส่วน Marketing จะเอามาใช้ได้ก็ต่อเมื่อส่งงานผ่านแล้วเท่านั้น

ถ้าใครบอกว่าจะสอนคุณขายของใน Themeforest ให้ขอ User ใน Themeforest ของเค้าเพื่อเข้าไปดูผลงานเค้าก่อนเลย ดูว่าเค้าขายของมากี่ชิ้นแล้ว แต่ละชิ้นขายดีไม่ดียังไงบ้าง ของพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะปิดบังกันแล้วได้ประโยชน์อะไร เพราะเราเอาไปก็ก็อปมาขายไม่ได้

โดย :
 4077
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ในการเลือกกลยุทธ์การตลาดหลายคนอาจจะกำลังลังเลระหว่างการเลือกใช้ Social Media ที่กำลังเป็นทีนิยมหรือ Traditional Media (สื่อดั้งเดิม) ที่ประชาชนคุ้นเคยเป็นอย่างดีแน่นอนว่าสื่อทั้ง 2 แบบ
เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างพากันลงทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างช่องทางให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น แน่นอนว่าแนวโน้มการศึกษาในปี 2017 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมแนวโน้มการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เยสคอร์ส (YesCourse) ผู้สร้างแพลตฟอร์มการกระจายการศึกษาออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกได้ขายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ของตน โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 3,500 สถาบันการศึกษาระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการศึกษาออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการศึกษาอย่างมาก และเป็นตัวเสริมให้การศึกษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนจากทุกที่ แต่ในปี 2017 ระบบการเรียนออนไลน์แบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นและได้ยิน VR ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว เช่น การบิน การทหาร และเกม แต่ในอนาคต VR จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในการเรียนรู้มากขึ้น แนวโน้มต่อมา คือ Cloud Migration หรือการเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลต่าง ๆ สู่คลาวด์ ซึ่งสถาบันการศึกษานำข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงระบบไอทีของตนเองสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเอง ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการบริหารทรัพยากรของระบบ และสามารถแบ่งทรัพยากรร่วมกันได้ง่าย อีกหนึ่งแนวโน้มที่ YesCourse พูดไว้ คือ การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) และการเรียนเชิงทำนาย (Predictive Learning) ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ พวกเขาทิ้งรอยดิจิทัลไว้ (Digital Footprint) สิ่งนี้ทำให้สถานศึกษา และครูผู้สอนสามารถใช้ทำนายเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรียน และสามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นข้อดีต่อการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ส่วนเว็บไซต์ Pathway to Financial Success บอกว่า แนวโน้มการศึกษาจะเข้าสู่ยุค The Internet of Things (IoT) เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์โฟน โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน โดยบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner Inc.) ทำนายว่า ในปี 2020 จะมีอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่ำกว่า 20.8 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลแห่งประเทศอังกฤษจึงทุ่มงบฯลงทุนด้านการวิจัยและศึกษาด้าน IoT ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เรียนได้รับประโยชน์จาก IoT ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning), รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning), กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและยั่งยืน (Self-directed Learning), ส่งเสริมเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning), สร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (Gender Equality) และสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Creating Smart Classroom) นอกจากนั้น Real-World Case Studies หรือกรณีศึกษาจากโลกแห่งความจริงจะเข้มข้นมากขึ้นในทุกวิชา เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้เรียน และเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าข้อมูลในตำรา กรณีศึกษาในโลกแห่งความจริงยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ในขณะที่ "บิล เกตส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวิเคราะห์ไว้ว่า ค่าใช้จ่ายการศึกษาจะน้อยลงและทุนการวิจัยจะมากขึ้น "เป็นที่รู้กันว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการต่อยอดการศึกษา แต่ที่ผ่านมานักวิจัยหลายคนต่างต้องวิ่งเต้นหาทุนวิจัย และหาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ฟรีจากระบบการศึกษาที่เรียกว่า MOOCs (Massive Online Open Courses) จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยลง ผู้เรียนสามารถมีทุนวิจัยของตนเอง" "ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้สอนจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องสร้างห้องเรียนหรืออาคารเรียน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็
เป็นเรื่องที่รู้กันอยู่แล้วว่าคนที่ประสบความสำเร็จมักใช้ชีวิตต่างจากคนทั่วไป ลองคิดดูสิ พวกเขาคงไม่ได้ไปยืนอยู่ในจุดที่ประสบความสำเร็จ จากการใช้ชีวิตธรรมดาๆ เหมือนคนอื่นหรอกจริงไหม?

Feature SoGoodWeb

SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
เหมาะสำหรับลูกค้าที่เปิดธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นเจ้าของเอง หรือเป็นรายย่อย เป็นระบบจองทัวร์ ที่ช่วยทำให้การจัดการธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ให้เป็นเรื่องง่าย
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์