อยากเปิดร้านค้าออนไลน์ เลือกเว็บขายของออนไลน์แบบไหนดี?

อยากเปิดร้านค้าออนไลน์ เลือกเว็บขายของออนไลน์แบบไหนดี?



Social Media

Social Media เป็นแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานมาก เช่น Facebook ซึ่งสามารถเปิดเพจสำหรับการขายของโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ โดยสามารถเลือกหมวดหมู่ของเพจเป็นร้านค้า ระบุประเภทของสินค้า เพื่อให้ลงรายละเอียดได้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น รวมทั้งสามารถระบุข้อมูลการติดต่อ รวมถึงโลเคชั่นร้านค้าได้ด้วย

ส่วนโซเชียลมีเดียอีกอย่างที่นิยมคือ Instagram การขายของในแพลตฟอร์มนี้จะเน้นภาพเป็นสำคัญ และเข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ด้วยการติดแฮชแท็กเกี่ยวกับชื่อและประเภทของสินค้า เพราะผู้ใช้จะค้นหาสินค้าจากแฮชแท็กนั่นเอง

 

ข้อดีของ Social Media

  1. ไม่มีค่าใช้จ่ายในการลงขายสินค้า เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นขายของออนไลน์
  2. การใช้งานไม่ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการสร้างเว็บไซต์ ทั้งนี้ควรศึกษารูปแบบการโพสที่เหมาะสมในแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น ขนาดรูป การสร้างอัลบั้ม
  3. สามารถลงโฆษณาโดยเลือกจุดประสงค์ เช่น การสร้างการรับรู้แบรนด์ เพิ่มยอดขาย และเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ค่อนข้างแม่นยำ เช่น เพศ อายุ ความสนใจ
  4. สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดี ทำให้ลูกค้าผูกพันกับแบรนด์มากขึ้น โดยสามารถสร้างคอนเทนต์ให้ลูกค้าติดตามได้ นอกเหนือจากการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว
  5. สามารถโพสต์โต้ตอบกับลูกค้า หรือตอบปัญหาได้ทันทีในแพลตฟอร์มเดียว

 

ข้อเสียของ Social Media

  1. อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพราะไม่ใช่เว็บไซต์ของเราเอง เช่น Facebook อาจลดการเข้าถึงโพสต์ ทำให้เราต้องซื้อโฆษณาเพื่อให้มีผู้เห็นโพสต์ของเรามากขึ้น หรืออาจมีการปิดเพจของเราหากมีการทำผิดกฎ
  2. จัดการสินค้าที่โพสขายให้เป็นระบบเป็นหมวดหมู่ได้ลำบาก หากไม่ได้วางแผนการโพสให้ดี อีกทั้งลูกค้ายังเข้ามาค้นหาสินค้าได้ไม่สะดวก
  3. ควรมีแอดมินดูแลเพจหรือแอคเคาท์อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้การตอบโพสต์หรือแชทไม่ล่าช้า เนื่องจากผู้ที่ใช้โซเชียลมีเดียย่อมต้องการการตอบรับที่รวดเร็ว

 

E-Marketplace

E-Marketplace (Electronic Marketplace) หรือตลาดขายสินค้าออนไลน์ เป็นแพลตฟอร์มรวมร้านค้าและสินค้าหลากหลายประเภท มีการจัดหมวดหมู่และจัดอันดับร้านค้าที่น่าเชื่อถือเอาไว้ด้วย ทำให้มีผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ใช้งานจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น Shopee, Lazada มีการใช้งานที่ง่ายและมีการระบุรายละเอียดครบถ้วน ทั้งรายละเอียดสินค้า ราคาสินค้า การจัดส่ง และสามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้เลย

 

ข้อดีของ e-Marketplace

  1. ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าเล็กหรือใหญ่ก็สามารถลงขายได้
  2. ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการลงขายสินค้า (จะคิดค่าธรรมเนียมเมื่อขายสินค้าได้)
  3. ไม่ต้องสร้างเว็บไซต์เอง มีระบบสต็อกสินค้าและระบบซื้อขายแบบอัตโนมัติซึ่งอำนวยความสะดวกกับเจ้าของร้านได้เป็นอย่างดี
  4. มีผู้ใช้งานจำนวนมาก และมีการจัดแคมเปญส่งเสริมการขายอยู่ตลอด ทำให้เพิ่มโอกาสขายของได้มากขึ้น
  5. มีระบบการรับเงินหลากหลาย เช่น การโอน การตัดเงินผ่านบัตรเครดิต และมีการรับประกันว่าลูกค้าจะได้รับสินค้า

ข้อเสียของ Marketplace

  1. มีคู่แข่งทางการค้ามาก จึงต้องมีกลยุทธ์ในการทำให้ร้านค้าปรากฏขึ้นก่อนในประเภทของร้านค้าแบบเดียวกัน หรืออาจต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่ให้กับร้านของตนเอง
  2. ลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาสินค้าชนิดเดียวกันได้ง่าย หากเราตั้งราคาสูงกว่าร้านอื่น ก็อาจทำให้ขายสินค้าได้ยาก

 

เว็บร้านค้าออนไลน์ฟรี

เว็บร้านค้าออนไลน์ฟรีต่างกับ E-Marketplace ตรงที่ผู้ขายจะมีเว็บไซต์ขายของเป็นของตนเอง สามารถใช้บริการเปิดร้านค้าออนไลน์ได้ฟรี สามารถลงขายสินค้าในร้านได้อย่างเต็มที่ และตกแต่งหน้าเว็บได้อีกด้วย

 

ข้อดีของเว็บร้านค้าออนไลน์ฟรี

  1. ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการใช้บริการเว็บไซต์ ไม่จำกัดจำนวนสินค้าที่ลงขาย แต่อาจมีค่าบริการเพิ่มเติมสำหรับฟังก์ชั่นเสริม เช่น ค่า Domain Name หากต้องการมีชื่อ URL ที่กำหนดได้เอง
  2. เว็บไซต์มาพร้อมกับระบบ E-Commerce ซึ่งไม่ต้องสร้างเองให้ยุ่งยาก สามารถตอบโจทย์คนที่ต้องการขายสินค้าออนไลน์ได้
  3. มีเทมเพลตหน้าตาเว็บไซต์ให้เลือกใช้ และปรับแต่งหน้าร้านให้เป็นสไตล์ที่ต้องการได้ เช่น เปลี่ยนสี เปลี่ยนรูปภาพแบนเนอร์

 

ข้อเสียของเว็บร้านค้าออนไลน์ฟรี

  1. มีรูปแบบการจัดวางส่วนต่างๆ ภายในเว็บไซต์ที่กำหนดไว้แล้ว สามารถปรับเปลี่ยนได้ไม่มาก
  2. เว็บไซต์โหลดช้า หรือมีโอกาสล่มได้ง่าย เพราะต้องแชร์พื้นที่เก็บข้อมูลกับเว็บไซต์อื่นๆ ทำให้เสียโอกาสในการขายสินค้าหากลูกค้าเข้าเว็บไซต์ไม่ได้

 

เว็บไซต์สำเร็จรูป

เว็บไซต์สำเร็จรูปเป็นบริการระบบสร้างเว็บไซต์ที่อำนวยความสะดวกกับผู้ที่อยากมีเว็บไซต์ของตัวเองแบบรวดเร็ว โดยมีเทมเพลตหน้าตาเว็บไซต์ให้เลือกหลายแบบ สามารถปรับรายละเอียดในส่วนต่างๆ ได้ยืดหยุ่นกว่าเว็บร้านค้าออนไลน์ฟรี ทั้งนี้เว็บไซต์สำเร็จรูปมักมีการเรียกเก็บค่าบริการเป็นรายปี

 

ข้อดีของเว็บไซต์สำเร็จรูป

  1. สามารถสร้างเว็บไซต์ซึ่งมีระบบ E-Commerce ได้เอง โดยไม่ต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโค้ด
  2. ประหยัดเวลาและเงิน เพราะถ้าจ้างหรือเขียนเว็บไซต์ใหม่ขึ้นมาเอง ต้องใช้เงินลงทุนในการจ้างมากกว่า และใช้เวลาในการเขียนโค้ดนานกว่า
  3. สามารถปรับแต่งเว็บไซต์ให้สวยงามตามใจชอบ
  4. ร้านค้าดูมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นกว่าการใช้แพลตฟอร์มฟรี
  5. มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลแก้ไขหากเว็บไซต์มีปัญหา

 

ข้อเสียของเว็บไซต์สำเร็จรูป

  1. มีค่าใช้บริการเป็นรายปี โดยราคาขึ้นอยู่กับให้บริการ เฉลี่ยแล้วเริ่มต้นประมาณ 2,000-3,000 บาทต่อปี
  2. มีการจำกัดฟังก์ชั่น และพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลเว็บไซต์หรือจำนวนสินค้า หากต้องการเพิ่มฟังก์ชั่นหรือมีข้อมูลจำนวนมากก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่อปีเพิ่ม
  3. อาจมีรูปแบบหน้าเว็บไซต์ซ้ำกับอื่นๆ หากใช้ตามเทมเพลตโดยไม่มีการปรับแต่ง

 

เว็บไซต์ CMS

CMS (Content Management System) เป็นระบบในการบริหารจัดการเว็บไซต์สำเร็จรูป ทำให้ผู้ใช้งานไม่มีความรู้ด้านการเขียนโค้ดก็ใช้ได้ มีความยืดหยุ่นในการปรับแต่งเว็บไซต์อย่างมาก สามารถซื้อเทมเพลตหน้าตาเว็บไซต์สำเร็จรูปหรือที่เรียกว่าธีมที่ชอบมาใช้งานได้โดยไม่ต้องออกแบบเอง และยังมีโปรแกรมเสริมหรือที่เรียกว่าปลั๊กอินมากมายที่เหมาะสมกับการทำเป็นร้านค้าออนไลน์สำหรับการทำธุรกิจแบบ e-Commerce เช่น ระบบตะกร้าสินค้า ระบบบริหารจัดการสินค้า เป็นต้น ตัวอย่าง CMS ที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ที่อยากเปิดร้านค้าออนไลน์ก็คือ WordPress

 

ข้อดีของเว็บไซต์ CMS

  1. มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งผู้ให้บริการอื่นๆ ไม่มีค่าบริการรายปี เบื้องต้นมีเพียงเสียค่าบริการ Hosting สำหรับเก็บข้อมูลเว็บไซต์และ Domain Name ที่เป็นชื่อของเราเอง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 บาทต่อปี
  2. สามารถสร้างเว็บไซต์เองได้โดยการศึกษาข้อมูลเพิ่ม หรืออาจจ้างผู้ที่มีความรู้ติดตั้งเว็บไซต์ให้ก่อนได้ หลังจากนั้นเราสามารถปรับแก้ไขได้เอง
  3. มีธีมรูปแบบหน้าตาเว็บไซต์ให้เลือกมากมาย ซึ่งมีทั้งฟรีและเสียค่าใช้จ่าย (ค่าใช้จ่ายในการซื้อธีมอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาทสำหรับ WordPress) อีกทั้งยังสามารถปรับแต่งธีมได้ตามต้องการ
  4. มีปลั๊กอินเสริมที่ช่วยเพิ่มความสามารถของเว็บไซต์ ซึ่งมีทั้งฟรีและเสียค่าใช้จ่าย
  5. เป็นมิตรกับ SEO ทำให้สามารถค้นเจอผ่าน Search Engine อย่าง Google ได้ง่าย  เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการทำร้านค้าออนไลน์อย่างจริงจังและต้องการทำการตลาดในระยะยาว

 

ข้อเสียของเว็บไซต์ CMS

  1. ในการเริ่มต้นใช้งาน ต้องใช้เวลาศึกษานานพอสมควร เช่น การใช้บริการโฮสติ้ง การติดตั้งเว็บไซต์ การใช้งาน CMS การจัดหน้าเว็บไซต์ตามที่ต้องการ
  2. อาจมีรูปแบบหน้าเว็บไซต์ซ้ำกับอื่นๆ หากซื้อธีมมาแล้วใช้งานโดยไม่มีการปรับแต่ง
  3. ต้องคอยอัพเดทระบบ CMS และธีม เพื่อปรับปรุงการทำงานและความปลอดภัยของเว็บไซต์
  4. หากเกิดปัญหาต่างๆ เช่น เว็บไซต์โดนแฮ็ค หากไม่ได้จ้างคนคอยดูแล ก็ต้องจัดการแก้ไขด้วยตัวเอง

 

การมีร้านค้าออนไลน์เป็นของตัวเองจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและช่วยอำนวยความสะดวกลูกค้า ส่วนการจะเลือกเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์แบบไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณและความสามารถในการดูแลร้านค้า ทั้งนี้ก็ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเลือกใช้แค่ช่องทางเดียว ยกตัวอย่างเช่น เราสามารถมีเว็บไซต์หลักเป็น WordPress แล้วใช้ Social Media และ E-Marketplace เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าได้มากขึ้นก็ย่อมได้




ที่มา: seo-web.aun-thai

 150
ผู้เข้าชม
คะแนน

บทความที่เกี่ยวข้อง

Responsive Web Design คือ การออกแบบเว็บไซต์ด้วยแนวคิดใหม่ ที่จะทำให้เว็บไซต์ สามารถแสดงผลได้อย่างเหมาะสม บนอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน โดยใช้ โค้ดร่วมกัน URL เดียวกัน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว
Internet of Things ( IoT ) คืออะไร มาหาคำตอบกัน หลายคนคงคุ้นเคยและรู้จักกับคำว่า Internet of Thingsหรือ IoTมาบ้างแล้ว ซึ่งในตอนนี้เทคโนโลยีนี้กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วไปเป็นอย่างมาก แต่รู้คุณรู้หรือไมว่ามันคืออะไร เกี่ยวกับอะไรบ้างในชีวิตประจำวันของเรา เรามาหาคำตอบกัน
ทำเพียงครั้งเดียวก็รองรับหมด ไม่จำเป็นต้องทำหน้าเว็บไซต์สำหรับ Desktop และ Mobile ให้ยุ่งยากอีกต่อไป
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์