ทำเว็บไซต์อย่างไรให้ SEO ได้ผลดี

ทำเว็บไซต์อย่างไรให้ SEO ได้ผลดี



การแบ่งกลุ่มบริการที่หลากหลายให้ชัดเจนเป็นเพียงทางออกเบื่องต้น เมื่อจะทำเว็บไซต์มักจะใช้พื้นที่หน้าแรก นำเสนอบริการทั้งหมด ซึ่งจะดูแออัด มีเนื้อหาแตกต่างกัน ผู้เข้าชมต้องเลื่อนหาบริการที่สนใจไม่สะดวกเท่าที่ควร ยิ่งดูกับอุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟนยิ่งหาลำบาก นอกจากนี้ เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาแตกต่างอัดอยู่หน้าเดียวกัน ส่งผลให้การทำ SEO เจาะจงบางบริการไม่ได้ผลดี เพราะหน้าเว็บไซต์มีเนื้อหาที่สอดคล้องกับคีย์เวิร์ดน้อยเกินไป แล้วจะแก้ไขอย่างไรให้ทุกอย่างลงตัว เรามีคำตอบครับ


ขั้นแรกเลือกโครงสร้างเว็บไซต์ที่เหมาะสม ธุรกิจบริการจะนำเสนอเนื้อหาเป็นตัวอักษรและภาพประกอบ ควรแสดงผลได้ดีทุกอุปกรณ์ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต เป็นต้น เลือก WordPress ทำเว็บไซต์สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด

ขึ้นที่สองการออกแบบหน้าแรกเว็บไซต์ แบ่งกลุ่มบริการ หน้าแรกไม่จำเป็นต้องลงเนื้อหามาก อาจจะทำเป็นกลุ่มที่เห็นเด่นชัด เช่น เป็นภาพแสดงลักษณะของกลุ่ม หรือมีคำอธิบายย่อๆ สามารถคลิกเลือกชมรายละเอียดด้านใน


ขั้นที่สามการตั้งค่า WordPress
 เนื่องจากจะทำ SEO ในหน้าบริการแต่ละกลุ่ม ซึ่งมีรายละเอียดของบริการทั้งหน้าสอดคล้องกับคีย์เวิร์ดที่ทำ SEO ลิงก์หน้าในจึงควรตั้งค่า Permalink Settings หัวข้อ Custom Structure เป็น /%postname%  ตัวอย่างลิงก์หน้าในที่ได้  mydomain.com/เรียนเพ้นท์เล็บ  ทั้งนี้ ลิงก์ควรกระชับเข้าใจง่ายไม่จำเป็นต้องใส่เป็นคีย์เวิร์ดเสมอไป


ขั้นที่สี่การตั้งค่า on page 
 ในหน้าที่ทำ SEO ควรมีการตั้งค่า on page ส่วนสำคัญเบื่องต้นคือ Title , keywords , description โดยการลง WordPress Plugins เช่น All in One SEO Pack  การกำหนด Title ไม่ควรยาวเกิน 70 ตัวอักษร  description ไม่ควรยาวเกิน 160 ตัวอักษร และ keywords ประมาณ 4-6 คำ ทั้งนี้ Title , description ให้มีคีย์เวิร์ดในเนื้อหาด้วย เขียนบรรยายไม่ดูเจาะคีย์เวิร์ดเกินไป



เพิ่มเติมในส่วน on page เช่น เนื้อหาในหน้าเว็บไซต์มีคีย์เวิร์ดกระจายไม่มากเกินไป เน้นการเขียนบรรยายเป็นธรรมชาติ ไม่ดูจงใจใส่แต่คีย์เวิร์ด ไม่จำเป็นต้องเน้นคีย์เวิร์ดโดยการทำตัวหนา ตัวเอียง ขีดเส้น หรือใส่ลิงก์ที่คีย์เวิร์ด อาจจะทำแค่การเว้นวรรคบ้างในบางคีย์เวิร์ด สำหรับผู้ที่ชำนาญอาจจะกำหนดเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์ HTML headings และภาพประกอบเนื้อหาอาจจะเพิ่ม ALT text  สำหรับ WordPress Plugins อาจจะติดตั้ง  Google XML Sitemaps เพิ่มเติม การทำเว็บไซต์เป็นระเบียบและถูกต้องตามเกณฑ์คุณภาพ และมีผู้ให้บริการรับทำ seo ดำเนินการทำ SEO อย่างถูกต้อง จะยิ่งส่งผลให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก google ได้ผลดียิ่งขึ้นครับ



ที่มา: thaiwebexpert.com

โดย :
 2882
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ส่งท้ายปีเก่า...ต้อนรับปีใหม่!!! เทรนด์การตลาดออนไลน์ Digital Marketing กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้เขียนจึงขอนำบทความเกี่ยวกับเทรนด์การตลาดออนไลน์ที่น่าจับตามองในปี 2019 ซึ่งแปลมาจากบทความต่างประเทศมาฝากกัน
เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างพากันลงทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างช่องทางให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น แน่นอนว่าแนวโน้มการศึกษาในปี 2017 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมแนวโน้มการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เยสคอร์ส (YesCourse) ผู้สร้างแพลตฟอร์มการกระจายการศึกษาออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกได้ขายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ของตน โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 3,500 สถาบันการศึกษาระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการศึกษาออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการศึกษาอย่างมาก และเป็นตัวเสริมให้การศึกษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนจากทุกที่ แต่ในปี 2017 ระบบการเรียนออนไลน์แบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นและได้ยิน VR ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว เช่น การบิน การทหาร และเกม แต่ในอนาคต VR จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในการเรียนรู้มากขึ้น แนวโน้มต่อมา คือ Cloud Migration หรือการเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลต่าง ๆ สู่คลาวด์ ซึ่งสถาบันการศึกษานำข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงระบบไอทีของตนเองสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเอง ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการบริหารทรัพยากรของระบบ และสามารถแบ่งทรัพยากรร่วมกันได้ง่าย อีกหนึ่งแนวโน้มที่ YesCourse พูดไว้ คือ การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) และการเรียนเชิงทำนาย (Predictive Learning) ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ พวกเขาทิ้งรอยดิจิทัลไว้ (Digital Footprint) สิ่งนี้ทำให้สถานศึกษา และครูผู้สอนสามารถใช้ทำนายเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรียน และสามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นข้อดีต่อการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ส่วนเว็บไซต์ Pathway to Financial Success บอกว่า แนวโน้มการศึกษาจะเข้าสู่ยุค The Internet of Things (IoT) เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์โฟน โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน โดยบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner Inc.) ทำนายว่า ในปี 2020 จะมีอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่ำกว่า 20.8 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลแห่งประเทศอังกฤษจึงทุ่มงบฯลงทุนด้านการวิจัยและศึกษาด้าน IoT ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เรียนได้รับประโยชน์จาก IoT ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning), รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning), กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและยั่งยืน (Self-directed Learning), ส่งเสริมเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning), สร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (Gender Equality) และสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Creating Smart Classroom) นอกจากนั้น Real-World Case Studies หรือกรณีศึกษาจากโลกแห่งความจริงจะเข้มข้นมากขึ้นในทุกวิชา เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้เรียน และเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าข้อมูลในตำรา กรณีศึกษาในโลกแห่งความจริงยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ในขณะที่ "บิล เกตส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวิเคราะห์ไว้ว่า ค่าใช้จ่ายการศึกษาจะน้อยลงและทุนการวิจัยจะมากขึ้น "เป็นที่รู้กันว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการต่อยอดการศึกษา แต่ที่ผ่านมานักวิจัยหลายคนต่างต้องวิ่งเต้นหาทุนวิจัย และหาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ฟรีจากระบบการศึกษาที่เรียกว่า MOOCs (Massive Online Open Courses) จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยลง ผู้เรียนสามารถมีทุนวิจัยของตนเอง" "ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้สอนจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องสร้างห้องเรียนหรืออาคารเรียน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็
การซื้อโฆษณา Google Ads คือการทำโฆษณาออนไลน์ผ่านเครือข่าย Google ซึ่งมีบริการหลากหลายรูปแบบให้เลือกใช้ ได้แก่ Google Search, Google Display Network และ Video Ads บน Youtube เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้าของเราได้ตรงกลุ่มมากที่สุด ...

Feature SoGoodWeb

SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
เหมาะสำหรับลูกค้าที่เปิดธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นเจ้าของเอง หรือเป็นรายย่อย เป็นระบบจองทัวร์ ที่ช่วยทำให้การจัดการธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ให้เป็นเรื่องง่าย
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์