5 วิธีรับมือกับสภาวะอารมณ์ของลูกค้า

5 วิธีรับมือกับสภาวะอารมณ์ของลูกค้า

       หนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จได้ คือการบริการที่ดี แต่แน่นอนว่าลูกค้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องยากหากลูกค้ามีปัญหา คำถามสำคัญคือเราหรือพนักงานในทีมมีวิธีรับมือกับลูกค้าในแต่ละวันดีพอหรือยัง ผลสำรวจชี้ว่ากว่า 93% ของลูกค้ามีแนวโน้มที่จะกลับมาซื้อหรือใช้บริการซ้ำกับบริษัทที่ให้บริการลูกค้าเป็นอย่างดี แน่นอนว่าในยุคสมัยนี้คำว่า “ลูกค้าถูกเสมอ” เริ่มเปลี่ยนไป แต่ลูกค้าก็ยังคงเป็นหลักสำคัญที่เราต้องใส่ใจ เมื่อลูกค้าเป็นหลักสำคัญและก็คงเลี่ยงไม่ได้ การจัดการอย่างถูกวิธีจึงมีผลดีต่อตัวเราและบริษัท


วิธีรับมือกับลูกค้าทั้ง 5 ประเภท

1.ลูกค้าใจร้อน

สถานการณ์ : ลูกค้าใจร้อน ไม่พอใจที่จะรอคิวนาน เพราะอาจมีนัด มีประชุม แมวที่บ้านจะคลอดลูก พยายามมองแถวด้วยท่าทางเร่งรีบ พร้อมจะวางของแล้วเดินออกจากร้าน

วิธีรับมือ : หากคุณเจอลูกค้าในลักษณะนี้พยายามมองข้ามและจัดการกับการคิดเงินตรงหน้าให้เร็วที่สุด ยิ่งคุณสนใจทุกอย่างอาจจะทำช้าลงและทำให้ลูกค้าใจร้อนนั้นหงุดหงิดมากยิ่งขึ้น หนึ่งในเทคนิคที่เราเห็นกันบ่อยที่สุด คือการพูดด้วยน้ำเสียงที่สุภาพพร้อมกับลงมือทำอย่างรวดเร็ว เช่นในร้านสะดวกซื้อ 24 ชั่วโมงชื่อดัง ก็จะมีการตะโกนบอกว่า ลูกค้ากรุณารอสักครู่ พร้อมลงมือคิดเงินอย่างรวดเร็ว พร้อมขอโทษเมื่อถึงคิวของลูกค้านั้นๆ สรุปหลักสำคัญ แสดงให้เห็นถึงการรีบแก้ไขปัญหา ตอบและขอโทษด้วยข้อความเชิงบวกไว้เสมอ 


2.ลูกค้าลังเล

สถานการณ์ : ลูกค้าที่ลังเล ไม่ตัดสินใจซื้อ เลือกแล้วเลือกอีก ที่อาจจะทำให้คุณหงุดหงิดเล็กๆในใจหรือเสียโอกาสในการนำเสนอสินค้ากับลูกค้าคนอื่น 

วิธีรับมือ : หากคุณเจอลูกค้าในลักษณะนี้พยายามถามคำถามที่เจาะจงไปเลยเช่น อยากได้แบบไหน มีงบประมาณในใจไหม ชอบยี่ห้อไหนเป็นพิเศษ อยากรับบริการแบบไหน พยายามชี้แจ้งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้มากที่สุดเพื่อให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น 

 
3.ลูกค้าที่กำลังโกรธ



สถานการณ์ : ลูกค้าที่กำลังโกรธ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะพยายามแก้ไขสถานการณ์อย่างไรก็แย่ลงกว่าเดิม

วิธีรับมือ : ไม่ว่าจะอย่างไร การเริ่มต้นด้วยคำขอโทษเป็นสิ่งที่ดี พยายามลองสอบถามที่มาถึงสถานการณ์ให้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น จับใจความสำคัญให้ได้และแก้ไข ผลชี้ว่ายิ่งอยู่ตรงที่มีปัญหานานเท่าไร หลายครั้งที่ปัญหาจบลงนั้นจะแย่กว่าเดิม หากรุนแรงจนไม่สามารถควบคุมได้ แนะนำว่าถอยห่างออกมาเพื่อความปลอดภัยและให้ใจเย็นลงก่อนที่จะเริ่มการพูดคุยอีกครั้ง

 
4.ลูกค้าขอคืนเงิน



สถานการณ์ : ลูกค้าที่มาขอคืนเงินเนื่องด้วยความไม่พอใจในบริการ คุณภาพสินค้า หรือไม่ตรงกับที่คาดหวังไว้

วิธีรับมือ : อย่างแรกเราหรือพนักงานของเราควรจำนโยบายการคืนเงินกับลูกค้าให้ได้ขึ้นใจว่ามีไหมคืนเต็มส่วนหรือบางส่วน เพื่อได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับลูกค้า หากให้ข้อมูลผิดๆลูกค้าที่มาขอคืนเงินอาจจะกลายเป็นลูกค้าที่โกรธได้ หากมีนโยบายคืนเงินต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าจะคืนเมื่อไร มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง เมื่อคืนเงินเสร็จลองเสนอเครดิตหรือส่วนลดในการซื้อครั้งต่อไปเหมือนเป็นคำขอโทษอีกทาง จะทำให้ลูกค้ารู้สึกดีมากขึ้น 

 

5.ลูกค้าไม่มีความสุข

 

สถานการณ์ : จากทุกข้อที่กล่าวมา อาจจะมาลงท้ายด้วยลูกค้าประเภทนี้ ไม่ว่าจะทำอย่างไรลูกค้าก็รู้สึกไม่มีความสุข หน้าบึ้ง และมีแนวโน้มว่าจะเลิกใช้บริการหรือเลิกซื้อสินค้าของเรา 

วิธีรับมือ : หากเจอลูกค้าแบบนี้เริ่มแรกคือการขอโทษอีกครั้ง พยายามจับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ รวบรวมข้อมูลและข้อเสนอ หาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อคุยกับลูกค้า พยายามฟังและแก้ไขปัญหาด้วยความเห็นอกเห็นใจจนลูกค้ารู้สึกได้ ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ให้มากที่สุด

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : innnews

 

โดย :
 9200
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างพากันลงทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างช่องทางให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น แน่นอนว่าแนวโน้มการศึกษาในปี 2017 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมแนวโน้มการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เยสคอร์ส (YesCourse) ผู้สร้างแพลตฟอร์มการกระจายการศึกษาออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกได้ขายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ของตน โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 3,500 สถาบันการศึกษาระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการศึกษาออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการศึกษาอย่างมาก และเป็นตัวเสริมให้การศึกษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนจากทุกที่ แต่ในปี 2017 ระบบการเรียนออนไลน์แบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นและได้ยิน VR ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว เช่น การบิน การทหาร และเกม แต่ในอนาคต VR จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในการเรียนรู้มากขึ้น แนวโน้มต่อมา คือ Cloud Migration หรือการเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลต่าง ๆ สู่คลาวด์ ซึ่งสถาบันการศึกษานำข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงระบบไอทีของตนเองสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเอง ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการบริหารทรัพยากรของระบบ และสามารถแบ่งทรัพยากรร่วมกันได้ง่าย อีกหนึ่งแนวโน้มที่ YesCourse พูดไว้ คือ การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) และการเรียนเชิงทำนาย (Predictive Learning) ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ พวกเขาทิ้งรอยดิจิทัลไว้ (Digital Footprint) สิ่งนี้ทำให้สถานศึกษา และครูผู้สอนสามารถใช้ทำนายเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรียน และสามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นข้อดีต่อการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ส่วนเว็บไซต์ Pathway to Financial Success บอกว่า แนวโน้มการศึกษาจะเข้าสู่ยุค The Internet of Things (IoT) เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์โฟน โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน โดยบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner Inc.) ทำนายว่า ในปี 2020 จะมีอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่ำกว่า 20.8 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลแห่งประเทศอังกฤษจึงทุ่มงบฯลงทุนด้านการวิจัยและศึกษาด้าน IoT ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เรียนได้รับประโยชน์จาก IoT ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning), รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning), กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและยั่งยืน (Self-directed Learning), ส่งเสริมเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning), สร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (Gender Equality) และสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Creating Smart Classroom) นอกจากนั้น Real-World Case Studies หรือกรณีศึกษาจากโลกแห่งความจริงจะเข้มข้นมากขึ้นในทุกวิชา เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้เรียน และเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าข้อมูลในตำรา กรณีศึกษาในโลกแห่งความจริงยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ในขณะที่ "บิล เกตส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวิเคราะห์ไว้ว่า ค่าใช้จ่ายการศึกษาจะน้อยลงและทุนการวิจัยจะมากขึ้น "เป็นที่รู้กันว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการต่อยอดการศึกษา แต่ที่ผ่านมานักวิจัยหลายคนต่างต้องวิ่งเต้นหาทุนวิจัย และหาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ฟรีจากระบบการศึกษาที่เรียกว่า MOOCs (Massive Online Open Courses) จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยลง ผู้เรียนสามารถมีทุนวิจัยของตนเอง" "ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้สอนจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องสร้างห้องเรียนหรืออาคารเรียน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็
หากคุณเป็นคนที่ชอบแต่งภาพสวยๆ แต่ไม่อยากลงโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือบางครั้งใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ของคนอื่นแล้วไม่มีโปรแกรมแต่งภาพสวยๆ ขอแนะนำ 7 เว็บไซต์แต่งภาพออนไลน์ ที่น่าจะเป็นประโยชน์ในการทำงาน ขอแค่เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้

Feature SoGoodWeb

เจาะลึกระบบหลังบ้าน SoGoodWeb มาดูวิธีใช้ระบบแจ้งเตือนแบบ Third-Party และ Email Notification เพื่อช่วยจัดการร้านค้าและอำนวยความสะดวกให้คุณไม่พลาดทุกยอดขาย
SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์