UI สำคัญต่อเราอย่างไร

UI สำคัญต่อเราอย่างไร

 

 

 

       

 

 

ต้นเหตุเป็นฉะนี้

ห้องน้ำสุดหรู ณ ห้างสรรพสินค้าชื่อดังใจกลางกรุงเทพฯ แห่งหนึ่ง ชายวัยกลางคนเดินมาที่อ่างล้างมือหลังจากที่เค้าได้ทำธุระเสร็จแล้ว เค้ายืนอยู่หน้าอ่างอยู่สักพักหนึ่ง สายตาของเค้าจ้องมองไปที่ก๊อกน้ำที่อยู่ตรงหน้าเค้าไม่รู้ว่าจะเปิดก๊อกน้ำนี้ได้อย่างไรภาพเหล่านี้เราคงจะเคยเห็นกันมาบ้างสำหรับห้องน้ำที่ใช้ก๊อกระบบ sensor บางคนค้นพบวิธีเปิดก๊อกน้ำนี้จากการลองผิดลองถูกบางคนรู้ว่ามันเปิดอย่างไรหลังจากที่ได้ดูคนอื่นทำจริงๆ แล้วก๊อกน้ำแบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนใช้งานได้สะดวกขึ้นแล้วทำไมบางคนถึงไม่สามารถใช้มันได้ในครั้งแรกที่พบ

 

Users รู้ได้อย่างไร ? 

เราเคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมเราถึงรู้ว่าสิ่งนี้มีไว้ทำอะไรทำไมเราถึงรู้ว่าประตูแบบนี้จะต้องดึง/ผลักทำไมประตูแบบนี้เราจะต้องเลื่อน ทำไมประตูแบบนี้เราจะต้องเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วมันถึงจะเปิดในการออกแบบ interface ต่างๆ นั้น มักจะมีวิธีการออกแบบที่นิยมทำต่อๆ กันมา เพราะนักออกแบบต่างลงความเห็นว่าวิธีนี้มันจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใจได้ง่ายที่สุดแล้ว เราจะเรียกวิธียอดนิยมเหล่านี้ว่า“Conventions”เราสามารถพบ conventions ได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นการออกแบบฝาขวดน้ำดื่มที่มักจะเป็นแบบเกลียว การออกแบบฝาของขวดน้ำอัดลมที่มักจะเป็นแบบฝาจีบหรือแม้แต่การออกแบบที่เปิดกระป๋องเบียร์จะเห็นว่าเราสามารถเปิดภาชนะบรรจุของเหลวเหล่านี้ได้โดยแทบจะไม่ต้องคิดอะไรเลยเพราะเราเคยชินกับมันอยู่แล้ว ดังนั้นการออกแบบอะไรก็ตามที่ใช้ conventions เข้ามาช่วย จะทำให้ users รู้ถึงวิธีที่จะใช้งานสิ่งนั้นๆ ได้อย่างรวดเร็วแต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า convention นี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว ? แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ จนกว่าจะมีคนที่สามารถสร้าง convention ขึ้นมาใหม่ได้นั่นเอง คำถามก็คือในเมื่อมี
คนบางคนสามารถสร้าง interface แบบใหม่ขึ้นมาจนกลายเป็น convention ใหม่ไดhแล้วทำไม users ถึงได้รู้วิธีการใช้งานของมัน ในเมื่อเค้ายังไม่เคยใช้มันมาก่อน ? คำตอบคือ interface นั้นจะต้องมีบางสิ่งที่จะช่วยบอกใบ้ให้กับ users ว่าสิ่งนั้นคืออะไรสามารถทำอะไรกับมันได้บ้าง

 

Interface

Interface ที่ดีจะสามารถบ่งบอกวิธีการใช้งานได้ด้วยตัวของมันเอง ในการออกแบบอะไรก็ตาม เราจะต้องสร้าง affordance ขึ้นมา ซึ่งก็คือตัวบ่งบอกให้ users รู้ว่าเค้าจะสามารถติดต่อกับมันได้ด้วยวิธีไหน สมมติเราจะออกแบบประตู เราก็จะต้องสร้างอะไรสักอย่างที่จะทำให้ผู้ใช้งานรู้ว่าจะสามารถเปิดประตูนี้ได้อย่างไร หากเราเลือกใช้ลูกบิด ผู้ใช้งานก็จะรู้ว่าประตูนี้สามารถเปิดได้ด้วยการบิดไปที่ลูกบิด หากเราเลือกใช้ที่จับ ผู้ใช้งานก็จะเข้าใจว่าหากต้องการจะเปิดประตูนี้เราจะต้องดึง ลองนึกดูว่าถ้าเราเอาลูกบิดไปติดให้กับประตูที่ใช้เลื่อน ผู้ใช้งานจะสับสนแค่ไหน ?

 

UI ของเราใช้ง่ายแล้วจริงๆหรือ

หากคิดย้อนกลับไปถึงเรื่องของก๊อกน้ำที่เป็นระบบ sensorที่เราคิดว่ามันน่าจะช่วยให้ users ใช้งานได้ง่ายขึ้น แต่จริงๆ แล้ว มันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดเนื่องจากระบบ sensor นั้นยังไม่ถึงกับเป็น convention ของการออกแบบก๊อกน้ำ เมื่อ users พบกับ
ก๊อกน้ำประเภทนี้ เค้าจะต้องคิดหนักเป็นพิเศษเวลาคนเราเจอก๊อกน้ำอย่างแรกเลยก็คือเราจะต้องมองหาหัวก๊อกก่อนว่าเป็น
แบบไหน หากหัวก๊อกมีลักษณะสมมาตรคือเท่ากันทั้งด้านซ้าย-ขวาเราก็จะลองหมุนมันเพื่อที่จะเปิด ถ้าหัวก๊อกมีก้านยื่นออกมา
ด้านใดด้านหนึ่ง เค้าก็จะลองดันก้านนั้นไปอีกทางแต่ถ้าก้านนั้นยื่นออกมาตรงๆ เค้าก็จะลองดันก้านนั้นขึ้นจะเห็นว่าก๊อกน้ำที่เป็นระบบ sensor ไม่มีสิ่งที่ users เคยชินเหล่านี้เลยเมื่อคนเราหาสิ่งที่คุ้นเคยไม่เจอเราก็จะเริ่มลองผิดลองถูกเราอาจจะเริ่มเอามือไปลองคลำตัวก๊อกเพื่อดูว่ามันมีกลไกหรือปุ่มอะไรซ่อนอยู่หรือไม่ เมื่อคลำไปสักพัก sensor ก็จะสามารถตรวจจับมือของเราได้ น้ำก็จะเริ่มไหลออกมาจากก๊อกจะเห็นว่า users นั้นจะต้องใช้ความคิดไม่น้อยเลย หากเค้าไม่ได้ใช้สิ่งที่ออกแบบโดยใช้ conventions

 

แล้วแบบนี้ Conventions ใหม่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

การทำตาม conventions ไปเรื่อยๆจะเป็นการปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของเหล่า designers ทั้งหลาย แต่วิธีนี้ถือเป็นวิธีการออกแบบที่ปลอดภัยที่สุดอย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้หมายความว่าการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ นั้นไม่ควรทำแต่อย่างใดเพียงแต่เราจะต้องมั่นใจว่าความคิดของเรานั้นยอดเยี่ยมมากพอที่จะมาแทนที่ conventions ที่มีอยู่เดิมได้ก็เท่านั้นเอง

 

Credit : www.siamhtml.com
By : www.SoGoodWeb.com

 

โดย :
 3818
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความรับผิดชอบของแผนกจัดซื้อ (Responsibility of purchasing section) การจัดซื้อวัสดุเพื่อนำมาใช้ในการผลิตและการดำเนินงานของธุรกิจเป็นภาระกิจที่ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง การปฏิบัติงานในช่วงหนึ่ง ๆ
เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างพากันลงทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างช่องทางให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น แน่นอนว่าแนวโน้มการศึกษาในปี 2017 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมแนวโน้มการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เยสคอร์ส (YesCourse) ผู้สร้างแพลตฟอร์มการกระจายการศึกษาออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกได้ขายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ของตน โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 3,500 สถาบันการศึกษาระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการศึกษาออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการศึกษาอย่างมาก และเป็นตัวเสริมให้การศึกษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนจากทุกที่ แต่ในปี 2017 ระบบการเรียนออนไลน์แบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นและได้ยิน VR ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว เช่น การบิน การทหาร และเกม แต่ในอนาคต VR จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในการเรียนรู้มากขึ้น แนวโน้มต่อมา คือ Cloud Migration หรือการเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลต่าง ๆ สู่คลาวด์ ซึ่งสถาบันการศึกษานำข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงระบบไอทีของตนเองสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเอง ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการบริหารทรัพยากรของระบบ และสามารถแบ่งทรัพยากรร่วมกันได้ง่าย อีกหนึ่งแนวโน้มที่ YesCourse พูดไว้ คือ การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) และการเรียนเชิงทำนาย (Predictive Learning) ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ พวกเขาทิ้งรอยดิจิทัลไว้ (Digital Footprint) สิ่งนี้ทำให้สถานศึกษา และครูผู้สอนสามารถใช้ทำนายเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรียน และสามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นข้อดีต่อการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ส่วนเว็บไซต์ Pathway to Financial Success บอกว่า แนวโน้มการศึกษาจะเข้าสู่ยุค The Internet of Things (IoT) เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์โฟน โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน โดยบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner Inc.) ทำนายว่า ในปี 2020 จะมีอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่ำกว่า 20.8 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลแห่งประเทศอังกฤษจึงทุ่มงบฯลงทุนด้านการวิจัยและศึกษาด้าน IoT ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เรียนได้รับประโยชน์จาก IoT ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning), รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning), กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและยั่งยืน (Self-directed Learning), ส่งเสริมเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning), สร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (Gender Equality) และสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Creating Smart Classroom) นอกจากนั้น Real-World Case Studies หรือกรณีศึกษาจากโลกแห่งความจริงจะเข้มข้นมากขึ้นในทุกวิชา เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้เรียน และเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าข้อมูลในตำรา กรณีศึกษาในโลกแห่งความจริงยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ในขณะที่ "บิล เกตส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวิเคราะห์ไว้ว่า ค่าใช้จ่ายการศึกษาจะน้อยลงและทุนการวิจัยจะมากขึ้น "เป็นที่รู้กันว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการต่อยอดการศึกษา แต่ที่ผ่านมานักวิจัยหลายคนต่างต้องวิ่งเต้นหาทุนวิจัย และหาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ฟรีจากระบบการศึกษาที่เรียกว่า MOOCs (Massive Online Open Courses) จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยลง ผู้เรียนสามารถมีทุนวิจัยของตนเอง" "ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้สอนจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องสร้างห้องเรียนหรืออาคารเรียน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็
ในการเปิดเว็บไซต์แต่ละหน้า เว็บไซต์ที่ดีไม่ควรมีองค์ประกอบที่ทำให้ผู้เข้าชมเว็บใช้เวลาในการโหลดนานเกินไป เพราะธรรมชาติของผู้เข้าชมเว็บไซต์อย่างหนึ่ง คือ..

Feature SoGoodWeb

SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
เหมาะสำหรับลูกค้าที่เปิดธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นเจ้าของเอง หรือเป็นรายย่อย เป็นระบบจองทัวร์ ที่ช่วยทำให้การจัดการธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ให้เป็นเรื่องง่าย
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์