วิธีขึ้นอันดับ 1 ใน YouTube Search ภายใน 30 วัน

วิธีขึ้นอันดับ 1 ใน YouTube Search ภายใน 30 วัน

ขอบคุณภาพ : indianexpress.com

2.วิธีขึ้นอันดับ 1 ใน YouTube Search ภายใน 30 วัน

ในปัจจุบันมีผู้คนมากมายหันมาให้ความสนใจการเป็นยูทูปเบอร์ หรือการหารายได้จาก YouTube มากขึ้น ดังนั้นจึงมีผู้คนมากมายที่แสวงหาวิธีการที่จะขึ้นสู่ลำดับต้นๆ ในการค้นหาบนยูทูบ (YouTube Search) เช่นเดียวกับการขึ้นสู่ลำดับต้นๆ ในการค้นหาบน Google แต่ก็อย่างที่ใครหลายๆ คนทราบว่าการขึ้นสู่ลำดับต้นๆ ในการค้นหาบน Google นั้นมีความยากกว่าการขึ้นสู่ลำดับต้นๆ บนยูทูป เนื่องจาก Google มีการแข่งขันที่รุนแรงกว่า ดังนั้นเหล่าผู้แสวงหารายได้จึงได้หันมาใช้แพลตฟอร์มวิดีโอยักษ์ใหญ่อย่าง YouTube แทน Google ซึ่งมีโอกาสที่จะขึ้นสู่อันดับที่ 1 ในการค้นหาง่ายกว่าแน่นอน หากคุณกำลังสนใจวิธีการที่จะพาคุณขึ้นสู่ลำดับสูงสุดในการค้นหาบน YouTube วันนี้ทีม Content Marketing ก็มี 2 วิธีดีๆ ในการขึ้นสู่อันดับ 1 บน YouTube Search ภายใน 30 วัน มาให้คุณได้อ่าน

          1.ใช้ประโยชน์จากหน้าเว็บยอดนิยมของคุณ

หากคุณมีเว็บไซต์ยอดนิยม ที่ไม่มีวิดีโอแสดงอยู่เป็นของตัวเองคุณก็ไม่ควรพลาดที่จะนำเว็บไซต์เหล่านี้มาเป็นตัวช่วยในการขึ้นสู่ลำดับที่หนึ่งในการค้นหาบนยูทูป โดยคุณสามารถเริ่มต้นได้จากการสร้างพื้นฐาน SEO ที่มั่นคงให้กับวิดีโอของคุณ ที่ใช้เกณฑ์การตัดสินใจจากเนื้อหาภายในเว็บไซต์ให้มีความสอดคล้องกับวิดีโอที่ต้องการนำเสนอ หรือคุณจะเริ่มต้นจากการสำรวจอันดับของวิดีโอบน YouTube และ Google โดยทำการสำรวจภายในสองหน้าแรกของ Google ว่ามีวิดีโอปรากฏขึ้นมาเท่าไหร่จากการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่คุณได้กำหนดไว้  ในการสำรวจแล้วส่วนใหญ่ให้คุณดูผลของการค้นหาบน YouTube เป็นหลักหากคีย์เวิร์ดที่คุณต้องการใช้ มีวิดีโอมากมายปรากฏขึ้นมา และได้รับการรับชมจำนวนมากคุณก็มั่นใจได้เลยว่ามีผู้คนจำนวนมากสนใจวิดีโอลักษณะนี้อยู่ ซึ่งโอกาสที่จะเกิดการรับชมวิดีโอของคุณก็มีมากตามขึ้นไปด้วย เมื่อสามารถสร้างวิดีโอที่มีพื้นฐาน SEO ที่มั่นคงได้แล้วคุณก็สามารถนำวิดีโอของคุณไปแสดงในหน้าเว็บไซต์ยอดนิยมของคุณได้เลย เมื่อ Google ได้เห็นว่าเนื้อหาในวิดีโอมีความเกี่ยวข้อง และเป็นประโยชน์ในการค้นหาลำดับวิดีโอบน YouTube ของคุณย่อมดีขึ้นแน่นอน

ขอบคุณภาพ :SoGoodWeb.com 

          2.เพิ่มประสิทธิภาพวิดีโอเพื่อการค้นหา

หลังจากที่ได้เว็บยอดนิยมเข้ามาเป็นตัวช่วยแล้วคุณต้องเริ่มทำการออกแบบวิดีโอของคุณขึ้นมา โดยคุณจำเป็นจะต้องพิจารณาในส่วนต่างๆ ก่อนการสร้างวิดีโอขึ้นมาใหม่ โดยคุณสามารถนำเนื้อหาภายในเว็บไซต์ของคุณมาดัดแปลงเป็นวิดีโอที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งในส่วนนี้เราก็มีแนวทางในการสร้างวิดีโอที่น่าสนใจหรือแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการค้นหาวิดีโอของคุณ  เมื่อคุณต้องการสร้างวิดีโอที่มีประสิทธิภาพสิ่งแรกที่คุณต้องทำให้ได้คือการสร้างวิดีโอที่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ที่รับชมได้ภายในเวลา 15 วินาทีแรก ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO Brian Dean กล่าวไว้ ในการจัดอันดับของการค้นหาเรื่องของระยะเวลาที่ใช้ในการชมวิดีโอก็มีความสำคัญเช่นกัน และหากว่าคุณรู้สึกว่าวิดีโอของคุณไม่มีความน่าสนใจคุณสามารถเพิ่ม คำกระตุ้นการตัดสินใจ (CTA) ไว้ตอนเริ่มต้นวิดีโอ หรือหลังจบวิดีโอลงไปได้เพื่อให้ผู้เข้าชมเกิดความสนใจ ตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วมกับวิดีโอของคุณมากขึ้น โดยอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันกับข้ออื่นๆ ที่ได้กล่าวมาสำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับวิดีโอคือภาพย่อของวิดีโอที่คุณจะต้องเลือกให้น่าสนใจ น่ากดเข้าชม สะดุดตามากที่สุดเพียงเท่านี้ผู้คนก็จะหันมาสนใจวิดีโอของคุณแล้ว

ขอบคุณภาพ : porntipopopop.blogspot.com

การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ SEO ให้กับหน้าเว็บที่คุณต้องการนำวิดีโอไปวาง หรือฝากไว้จะทำให้คุณมีโอกาสขึ้นสู่ลำดับที่หนึ่งในการค้นหาบน YouTube มากขึ้นในเวลาอันรวดเร็วและนอกจากนี้วิดีโออาจเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหาเว็บไซต์บน Google ได้อีกด้วย หากคุณสามารถทำตาม 2 วิธีข้างต้นได้ ลำดับที่วิดีโอของคุณจะแสดงในการค้นหาครั้งต่อไปอาจเป็นลำดับที่ 1 ได้อย่างง่ายดาย

 

 

ขอบคุณแหล่งที่มา: Am2b marketing Co., Ltd.

โดย :
 2213
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

พฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาจับจ่ายใช้สอยผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายหันมาขายสินค้าทางออนไลน์กันมากขึ้น ซึ่งเว็บร้านค้าออนไลน์ก็มีหลายแบบให้เลือก โดยมีรูปแบบการใช้งาน ข้อดีข้อเสีย และค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไป สำหรับคนที่กำลังจะเลือกเว็บขายของออนไลน์ เราก็มีข้อมูลมาแนะนำดังนี้
หนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จได้ คือการบริการที่ดี แต่แน่นอนว่าลูกค้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องยากหากลูกค้ามีปัญหา คำถามสำคัญคือเราหรือพนักงานในทีมมีวิธีรับมือกับลูกค้าในแต่ละวันดีพอหรือยัง
เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างพากันลงทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างช่องทางให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น แน่นอนว่าแนวโน้มการศึกษาในปี 2017 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมแนวโน้มการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เยสคอร์ส (YesCourse) ผู้สร้างแพลตฟอร์มการกระจายการศึกษาออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกได้ขายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ของตน โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 3,500 สถาบันการศึกษาระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการศึกษาออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการศึกษาอย่างมาก และเป็นตัวเสริมให้การศึกษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนจากทุกที่ แต่ในปี 2017 ระบบการเรียนออนไลน์แบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นและได้ยิน VR ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว เช่น การบิน การทหาร และเกม แต่ในอนาคต VR จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในการเรียนรู้มากขึ้น แนวโน้มต่อมา คือ Cloud Migration หรือการเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลต่าง ๆ สู่คลาวด์ ซึ่งสถาบันการศึกษานำข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงระบบไอทีของตนเองสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเอง ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการบริหารทรัพยากรของระบบ และสามารถแบ่งทรัพยากรร่วมกันได้ง่าย อีกหนึ่งแนวโน้มที่ YesCourse พูดไว้ คือ การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) และการเรียนเชิงทำนาย (Predictive Learning) ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ พวกเขาทิ้งรอยดิจิทัลไว้ (Digital Footprint) สิ่งนี้ทำให้สถานศึกษา และครูผู้สอนสามารถใช้ทำนายเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรียน และสามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นข้อดีต่อการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ส่วนเว็บไซต์ Pathway to Financial Success บอกว่า แนวโน้มการศึกษาจะเข้าสู่ยุค The Internet of Things (IoT) เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์โฟน โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน โดยบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner Inc.) ทำนายว่า ในปี 2020 จะมีอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่ำกว่า 20.8 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลแห่งประเทศอังกฤษจึงทุ่มงบฯลงทุนด้านการวิจัยและศึกษาด้าน IoT ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เรียนได้รับประโยชน์จาก IoT ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning), รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning), กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและยั่งยืน (Self-directed Learning), ส่งเสริมเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning), สร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (Gender Equality) และสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Creating Smart Classroom) นอกจากนั้น Real-World Case Studies หรือกรณีศึกษาจากโลกแห่งความจริงจะเข้มข้นมากขึ้นในทุกวิชา เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้เรียน และเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าข้อมูลในตำรา กรณีศึกษาในโลกแห่งความจริงยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ในขณะที่ "บิล เกตส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวิเคราะห์ไว้ว่า ค่าใช้จ่ายการศึกษาจะน้อยลงและทุนการวิจัยจะมากขึ้น "เป็นที่รู้กันว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการต่อยอดการศึกษา แต่ที่ผ่านมานักวิจัยหลายคนต่างต้องวิ่งเต้นหาทุนวิจัย และหาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ฟรีจากระบบการศึกษาที่เรียกว่า MOOCs (Massive Online Open Courses) จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยลง ผู้เรียนสามารถมีทุนวิจัยของตนเอง" "ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้สอนจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องสร้างห้องเรียนหรืออาคารเรียน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็

Feature SoGoodWeb

SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
เหมาะสำหรับลูกค้าที่เปิดธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นเจ้าของเอง หรือเป็นรายย่อย เป็นระบบจองทัวร์ ที่ช่วยทำให้การจัดการธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ให้เป็นเรื่องง่าย
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์