แนวคิด Web Services 5 แบบที่คนกำลังนิยม

แนวคิด Web Services 5 แบบที่คนกำลังนิยม

 

Web Services 5

 

 

ความเข้าใจถึงผู้ใช้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญและนำพาให้ธุรกิจของเรานั้นประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก เมื่อไรที่เราสามารถเข้าถึงใจผู้ใช้ได้และตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้ในทันที อาการ "ติดหนึบบริการ" ของเราก็จะค่อยๆ เกิดขึ้น และถ้าเราเข้าถึงใจ (หรือถูกใจ) ลูกค้าหลายๆ คนที่มีปัญหาเหมือนๆ กันได้ โอกาสที่ Web Services ที่เราออกแบบไว้จะอยู่อย่างยั่งยืนก็จะยิ่งเป็นไปได้มากขึ้น

 

       ทั้ง 5 ข้อนี้คือลักษณะของผลงานดิจิทัลพร้อมทั้งตัวอย่างเว็บที่สามารถเข้าใจธรรมชาติของผู้คนในยุคปัจจุบันและสนองความต้องการของพวกเขาได้

 

       1. เป็นช่องทางเผยแพร่ผลงาน ทุกวันนี้คนเรามีความคิดสร้างสรรค์มากมายที่อยากจะถ่ายทอดออกมา ผลงานศิลปะต่างๆ ไม่ได้จำกัดอีกต่อไปว่าต้องมาจากศิลปินเท่านั้น แต่ทุกคนมีสิทธิที่จะสร้างสรรค์ผลงานและเผยแพร่ได้ด้วยตัวเองผ่านโลกอินเตอร์เน็ต ต่างจากสมัยก่อนที่งานศิลปะนั้นหาดูได้จาก Art Gallery เท่านั้น การมีเว็บรวบรวมผลงานก็เหมือนเป็นศูนย์กลางการปล่อยไอเดียที่มีเพื่อให้คนอื่นได้ชื่นชม ได้โหวต ได้แสดงความคิดเห็นถึงผลงานทีเราได้สร้างสรรค์ขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการหางานในสายนี้ จากแมวมองที่คอยหานักสร้างสรรค์ผลงานหน้าใหม่จากเว็บประเภทนี้อีกด้วย

 

       2. หาเงินทุนอย่างสร้างสรรค์ เป็นเรื่องน่าเสียดายสำหรับเจ้าของไอเดียธุรกิจที่น่าสนใจ แต่กลับไม่มีเงินทุนมาช่วยสนับสนุน ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีเว็บไซต์ก็ได้ดำเนินมาสู่ยุคของ Crowdsourcing ที่อาศัยผู้เริ่มต้นเป็นคนตั้งต้นอะไรบางอย่าง ก่อนที่จะใช้ผู้คนสนับสนุนมากกว่าหนึ่งคนเป็นแรงขับเคลื่อนเว็บไซต์เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน ซึ่งตอนนี้ก็มีการสร้างเว็บประเภทนี้มาหลายประเภทแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมผู้มีฝีมือ ทุน หรือความคิดเห็นต่างๆ

 

       ซึ่งหลักการของเว็บประเภทนี้คือเปิดช่องทางให้ผู้ที่สนใจที่จะเปิดธุรกิจ และคิดว่ามีไอเดียดีมาพรีเซนต์ถึงธุรกิจตัวเองว่ามีรายละเอียด จุดเด่นและความน่าสนใจอย่างไร อาจมีตัวอย่างสินค้าและบริการมาลงไว้เพื่อกระตุ้นความสนใจจากบรรดานายทุนได้มากขึ้น ซึ่งบรรดานายทุนที่ว่านี้ก็ไม่ใช่ใครแต่เป็นคนทั่วไปที่เข้ามาดูในเว็บแล้วอยากมีส่วนร่วมในการเปิดร้านเหล่านี้ โดยใช้เงินเริ่มต้นเพียง 10$ เท่านั้นก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเหล่านี้ได้แล้ว โดยผลตอบแทนสำหรับนายทุนรายย่อยเหล่านี้ก็คือสินค้าและบริการจากทางร้านตามข้อกำหนดที่ตั้งไว้นั่นเอง ซึ่งโมเดลธุรกิจนี้ถือเป็นการสนับสนุนการสร้างธุรกิจในชุมชนให้มีเงินหมุนเวียนในชุมชนของตัวเอง รวมถึงถ้าหากมีร้านที่น่าสนใจมากๆ ก็จะเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชมกันได้อีกด้วย

 

       3. แบ่งปันเรื่องราว รูปแบบของเว็บประเภทนี้คือเปลี่ยนจากการแชร์ความคิดเห็น แชร์รูป เป็นการแบ่งปันเรื่องราวที่เราแต่งขึ้น หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงด้วยตัวเราเองแทน ทำให้เว็บประเภทนี้เปรียบเสมือนห้องสมุดขนาดใหญ่ ที่รวบรวมประสบการณ์และเรื่องราวที่หลากหลายจากผู้คนทั่วทุกมุมโลกที่ต้องการเผยแพร่เรื่องเหล่านั้นให้ผู้อื่นได้อ่านและรับรู้เรื่องราวประสบการณ์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจได้บ้าง

 

       4. แสดงตัวตนให้คนอื่นได้รับรู้ เป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับในยุคที่คนส่วนใหญ่ใช้ Social network เป็นเครื่องมือในการแสดงตัวตนของเราให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ ว่าในขณะนั้น เราคิดอะไรอยู่ เราอยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร ก็เป็นสิ่งที่เราต้องการให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งรูปแบบของเว็บประเภทนี้ก็จะมีแตกต่างกันออกไป Foursquare ก็ยังคงเป็นเว็บที่สนุกสำหรับการอัปเดตให้คนอื่นรู้ได้ว่าเราอยู่ที่ใหน พร้อมทั้งยังมีลูกเล่นในการสะสมตราสัญลักษณ์เมื่อเรา check-in ได้ครบตามเงื่อนไขต่างๆ เป็นต้น

 

       5. สร้างแรงผลักดัน เว็บไซต์ประเภทนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจคนมีกำลังใจที่จะทำกิจกรรมใดสักอย่างให้สำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ ตัวเว็บอาจใช้การจัดอันดับหรือมีลูกเล่นต่างๆ เพื่อสร้างความสนุกสนานและกระตุ้นให้ผู้เข้าใช้สนใจที่จะเริ่มต้นกิจกรรมเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น รวมถึงการแชร์สิ่งต่างๆ ที่ของสิ่งที่เราตั้งใจจะทำว่ามีการพัฒนาไปในทางใดบ้าง ติดปัญหาอะไร หรือมีความคืบหน้ามากแค่ไหน มาให้คนคอยได้ติดตามและช่วยเสนอความเห็นต่างๆ หรือแม้แต่ให้กำลังใจกับพวกเขาได้อีกด้วย

 

       ความต้องการเหล่านี้อยู่รอบตัวเราแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่อยากแสดงความคิดสร้างสรรค์ออกมาให้คนอื่นได้เห็น กลุ่มผู้สนใจลงทุนธุรกิจแต่ยังไม่มีทุน คนที่ชอบแชร์เรื่องราวให้คนอื่น คนที่ชอบแสดงตัวตนของตัวเองให้คนอื่นยอมรับ และสุดท้ายกลุ่มคนที่ต้องการแรงผลักดันในชีวิตเพื่อให้มีกำลังใจไปสู่ความสำเร็จมากขึ้น เพียงแค่เราลองสังเกตว่าคนรอบตัวเราต้องการอะไร เพื่อตอบสนองในความต้องการเหล่านั้น เพียงเท่านี้ธุรกิจที่เราสร้างมาย่อมประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

 

 

 

 

Credit : Incquity.com

โดย :
 1830
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

วิธีการสร้างเว็บที่ดีนั้น คุณสามารถศึกษาได้จาก 6 วิธี สร้าง เว็บ ให้สำเร็จอย่างสวยงาม ที่เราได้นำมาฝากในวันนี้
Wireframe ก็เหมือนกับการวางแผนการทำงานของเรา โดยเขียนออกมาเป็นแผนภาพเพื่อให้เข้าใจได้ง่าย
เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างพากันลงทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างช่องทางให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น แน่นอนว่าแนวโน้มการศึกษาในปี 2017 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมแนวโน้มการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เยสคอร์ส (YesCourse) ผู้สร้างแพลตฟอร์มการกระจายการศึกษาออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกได้ขายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ของตน โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 3,500 สถาบันการศึกษาระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการศึกษาออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการศึกษาอย่างมาก และเป็นตัวเสริมให้การศึกษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนจากทุกที่ แต่ในปี 2017 ระบบการเรียนออนไลน์แบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นและได้ยิน VR ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว เช่น การบิน การทหาร และเกม แต่ในอนาคต VR จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในการเรียนรู้มากขึ้น แนวโน้มต่อมา คือ Cloud Migration หรือการเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลต่าง ๆ สู่คลาวด์ ซึ่งสถาบันการศึกษานำข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงระบบไอทีของตนเองสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเอง ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการบริหารทรัพยากรของระบบ และสามารถแบ่งทรัพยากรร่วมกันได้ง่าย อีกหนึ่งแนวโน้มที่ YesCourse พูดไว้ คือ การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) และการเรียนเชิงทำนาย (Predictive Learning) ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ พวกเขาทิ้งรอยดิจิทัลไว้ (Digital Footprint) สิ่งนี้ทำให้สถานศึกษา และครูผู้สอนสามารถใช้ทำนายเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรียน และสามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นข้อดีต่อการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ส่วนเว็บไซต์ Pathway to Financial Success บอกว่า แนวโน้มการศึกษาจะเข้าสู่ยุค The Internet of Things (IoT) เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์โฟน โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน โดยบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner Inc.) ทำนายว่า ในปี 2020 จะมีอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่ำกว่า 20.8 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลแห่งประเทศอังกฤษจึงทุ่มงบฯลงทุนด้านการวิจัยและศึกษาด้าน IoT ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เรียนได้รับประโยชน์จาก IoT ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning), รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning), กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและยั่งยืน (Self-directed Learning), ส่งเสริมเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning), สร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (Gender Equality) และสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Creating Smart Classroom) นอกจากนั้น Real-World Case Studies หรือกรณีศึกษาจากโลกแห่งความจริงจะเข้มข้นมากขึ้นในทุกวิชา เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้เรียน และเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าข้อมูลในตำรา กรณีศึกษาในโลกแห่งความจริงยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ในขณะที่ "บิล เกตส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวิเคราะห์ไว้ว่า ค่าใช้จ่ายการศึกษาจะน้อยลงและทุนการวิจัยจะมากขึ้น "เป็นที่รู้กันว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการต่อยอดการศึกษา แต่ที่ผ่านมานักวิจัยหลายคนต่างต้องวิ่งเต้นหาทุนวิจัย และหาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ฟรีจากระบบการศึกษาที่เรียกว่า MOOCs (Massive Online Open Courses) จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยลง ผู้เรียนสามารถมีทุนวิจัยของตนเอง" "ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้สอนจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องสร้างห้องเรียนหรืออาคารเรียน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็

Feature SoGoodWeb

SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
เหมาะสำหรับลูกค้าที่เปิดธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นเจ้าของเอง หรือเป็นรายย่อย เป็นระบบจองทัวร์ ที่ช่วยทำให้การจัดการธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ให้เป็นเรื่องง่าย
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์