เว็บไซต์สำเร็จรูป ดียังไง เหมาะสมกับธุรกิจประเภทไหน?

เว็บไซต์สำเร็จรูป ดียังไง เหมาะสมกับธุรกิจประเภทไหน?

เว็บไซต์สำเร็จรูป (Web template)

         เป็นเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการมีเว็บไซต์ของตนเอง โดยที่ไม่ต้องจ้างการออกแบบเว็บไซต์ที่มีราคาสูง ผู้ประกอบการสามารถจัดทำเว็บไซต์ด้วยตนเองในระยะเวลาอันสั้น และง่ายดาย ซึ่งผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานด้านการทำเว็บไซต์มาก่อน ก็สามารถสร้างเว็บไซต์จากคู่มือการทำเว็บไซต์ได้

ข้อดีของเว็บไซต์สำเร็จรูป?

           - ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรมหรือมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์มาก เพียงสามารถใช้คอมพิวเตอร์พื้นฐานก็ใช้งานได้

           - ใช้งานง่ายและรวดเร็ว สามารถเรียนรู้และเริ่มต้นใช้งานจนทำเว็บไซต์สำเร็จได้ไม่นาน

           - มีการวางรูปแบบ เทมเพลต ความสวยงาม และทันสมัย มาให้เลือกอย่างหลากหลาย ช่วยให้การตกแต่งงานได้สะดวก สำหรับมือใหม่

           - ไม่ยุ่งยากและสลับซับซ้อนหลายขั้นตอนเหมือนทั่วๆไป

           - ทำได้ทุกที่จากเครื่องคอมพิวเตอร์ออนไลน์ได้ทั่วโลกตลอดเวลา 24 ชม.

           - ทุกคนสามารถทำได้อย่างง่ายดาย

           - มีบริการสำหรับโปรโมทเว็บไซต์ ให้คำปรึกษาครบวงจร

           - มีค่าใช้จ่ายไม่มาก ทำให้เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการขนาดย่อย หรือผู้ที่เริ่มต้นทำเว็บไซต์ เพื่อทดลองตลาด

เหมาะสมกับธุรกิจประเภทไหน?

        เว็บไซต์สำเร็จรูปนี้จะเหมาะสมกับธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจ SME และธุรกิจที่กำลังเริ่มทำการตลาดออนไลน์ (Digital Marketing) ซึ่งอยู่ในช่วงการทดลองตลาด ต้องใช้ค่าใช้จ่ายมากในการผลิตสินค้าหรือพัฒนาคุณภาพสินค้ามากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับการทำเว็บไซต์เป็นอันดับต้นๆ แต่เว็บไซต์ก็มีความจำเป็นต่อธุรกิจ ดังนั้น ธุรกิจเหล่านี้จึงเลือกใช้เว็บไซต์สำเร็จรูป เพื่อรองรับธุรกิจที่จะเติบโตในอนาคต


          หากมีความสนใจในการทำเว็บไซต์ สามารถสมัครทดลองใช้งานวันนี้ รับสิทธิ์ทดลองใช้งานฟรี 30วัน กับ SoGoodWeb ข้อมูลเพิ่มเติม คลิก : www.sogoodweb.com



ขอขอบคุณแหล่งที่มา: websthai, metrabyte

โดย :
 1711
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

เริ่มต้นปีมาได้สักพักแล้วนะค่ะ วันนี้ทีมงาน SoGooWebขอนำข้อมูลที่เป็นเครื่องมือของ Google ที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับนักการตลาดออนไลน์ มาบอกต่อกัน เพื่อให้ทุกท่านนำไปปรับใช้กันนะค่ะ เครื่องมือตัวนี้ คือ Customer Match ซึ่ง หลังจาก Google ปล่อยเครื่องมือการทำโฆษณาออนไลน์ตัวใหม่ที่ชื่อว่า Customer Match ให้ลองใช้งานกันไปได้สักพัก หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า Customer Match สามารถช่วยให้นักการตลาดออนไลน์อย่างเราทำการตลาด ได้ดีและแม่นยำมากขึ้น รวมทั้งยังเป็นการทำการตลาดแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายได้ดีที่สุดอีกวิธีหนึ่งเลยทีเดียว
เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างพากันลงทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างช่องทางให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น แน่นอนว่าแนวโน้มการศึกษาในปี 2017 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมแนวโน้มการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เยสคอร์ส (YesCourse) ผู้สร้างแพลตฟอร์มการกระจายการศึกษาออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกได้ขายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ของตน โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 3,500 สถาบันการศึกษาระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการศึกษาออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการศึกษาอย่างมาก และเป็นตัวเสริมให้การศึกษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนจากทุกที่ แต่ในปี 2017 ระบบการเรียนออนไลน์แบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นและได้ยิน VR ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว เช่น การบิน การทหาร และเกม แต่ในอนาคต VR จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในการเรียนรู้มากขึ้น แนวโน้มต่อมา คือ Cloud Migration หรือการเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลต่าง ๆ สู่คลาวด์ ซึ่งสถาบันการศึกษานำข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงระบบไอทีของตนเองสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเอง ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการบริหารทรัพยากรของระบบ และสามารถแบ่งทรัพยากรร่วมกันได้ง่าย อีกหนึ่งแนวโน้มที่ YesCourse พูดไว้ คือ การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) และการเรียนเชิงทำนาย (Predictive Learning) ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ พวกเขาทิ้งรอยดิจิทัลไว้ (Digital Footprint) สิ่งนี้ทำให้สถานศึกษา และครูผู้สอนสามารถใช้ทำนายเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรียน และสามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นข้อดีต่อการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ส่วนเว็บไซต์ Pathway to Financial Success บอกว่า แนวโน้มการศึกษาจะเข้าสู่ยุค The Internet of Things (IoT) เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์โฟน โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน โดยบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner Inc.) ทำนายว่า ในปี 2020 จะมีอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่ำกว่า 20.8 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลแห่งประเทศอังกฤษจึงทุ่มงบฯลงทุนด้านการวิจัยและศึกษาด้าน IoT ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เรียนได้รับประโยชน์จาก IoT ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning), รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning), กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและยั่งยืน (Self-directed Learning), ส่งเสริมเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning), สร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (Gender Equality) และสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Creating Smart Classroom) นอกจากนั้น Real-World Case Studies หรือกรณีศึกษาจากโลกแห่งความจริงจะเข้มข้นมากขึ้นในทุกวิชา เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้เรียน และเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าข้อมูลในตำรา กรณีศึกษาในโลกแห่งความจริงยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ในขณะที่ "บิล เกตส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวิเคราะห์ไว้ว่า ค่าใช้จ่ายการศึกษาจะน้อยลงและทุนการวิจัยจะมากขึ้น "เป็นที่รู้กันว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการต่อยอดการศึกษา แต่ที่ผ่านมานักวิจัยหลายคนต่างต้องวิ่งเต้นหาทุนวิจัย และหาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ฟรีจากระบบการศึกษาที่เรียกว่า MOOCs (Massive Online Open Courses) จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยลง ผู้เรียนสามารถมีทุนวิจัยของตนเอง" "ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้สอนจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องสร้างห้องเรียนหรืออาคารเรียน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็
ไม่ว่าเป็นการทำสื่อ การคิดค้นผลิตภัณฑ์ หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งแรกที่เราต้องให้ความสำคัญนั่นก็คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย โดยต้องกำหนดให้ชัดเจน

Feature SoGoodWeb

SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
เหมาะสำหรับลูกค้าที่เปิดธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นเจ้าของเอง หรือเป็นรายย่อย เป็นระบบจองทัวร์ ที่ช่วยทำให้การจัดการธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ให้เป็นเรื่องง่าย
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์