5 ขั้นตอนการป้องกันปัญหาเว็บไซต์ล่ม

5 ขั้นตอนการป้องกันปัญหาเว็บไซต์ล่ม

1.เลือก Web Hosting อย่างดี 
          การเลือกเว็บโฮสติ้ง  ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เราคาดการณ์ว่าจะทำการเข้ามาในเว็บไซต์ของเรา เป็นสิ่งที่จำเป็นเป็นอย่างมาก เพราะการเลือกโฮสติ้งก็เหมือนกันกับการเลือกทำเลที่ตั้งของเว็บไซต์ เป็นสิ่งที่จะต้องเลือกเป็นอย่างดี เพื่อที่ผู้คนจะได้เข้ามาใช้งานได้ง่ายและไม่เกิดปัญหาเว็บล่ม หรือโหลดช้า ในการเลือกเว็บโฮสติ้งนั้น เราจะต้องคำนึงถึงสิ่งต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านราคาที่คุ้มค่า และการซัพพอร์ตของตัวเว็บโฮสติ้ง


2.ติดตั้งปลั๊กอินเท่าที่จำเป็น 

          ในส่วน WordPress นั้นมีปลั๊กอินต่างๆ ให้เลือกใช้อย่างมากมาย แต่ละตัวต่างมีความน่าสนใจ WordPress นั้นก็เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์ ปลั๊กอินก็เทียบได้กับซอฟแวร์ต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ ถ้าหากเรามีซอฟแวร์มากเกินไป ก็จะทำให้เครื่องช้ากว่าปกติ ด้วยเหตุผลนี้ การติดตั้งปลั๊กอินเท่าที่จำเป็น จึงเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ไม่หนักมากเกินไป แล้วยังสามารถป้องกันปัญหาการโหลดหน้าเว็บช้าได้อีกด้วย

3.Theme ที่ดีไม่จำเป็นต้องเยอะ
          Theme หรือความสวยงามเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อหน้าเว็บไซต์ของเราอย่างมาก เพราะ Theme ถือว่าเป็นหน้าตาของเว็บไซต์เลยก็ว่าได้ ถ้า Theme ที่เรานำมาใช้นั้น มีรายละเอียดเยอะและมีความซับซ้อน ก็อาจจะทำให้หน้าเว็บไซต์โหลดช้า ดังนั้น เราควรเลือก Theme ที่มีความสวยงามและชัดเจน


4.บีบอัดรูปภาพ ลดขนาดไฟล์
          ขนาดของรูปภาพที่ใช้นำมาประกอบบทความหรือตกแต่งเว็บไซต์ เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ทำให้เว็บโหลดช้าและล่มได้ เมื่อมีคนเข้าชมเว็บเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะโหลดรูปภาพไม่ขึ้น ถ้าหากรูปภาพนั้นมีขนาดที่ใหญ่ การบีบอัดรูปภาพและการลดขนาดไฟล์ต่างๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสามารถช่วยลดพื้นที่จัดเก็บข้อมูลได้ ซึ่งการบีบอัดรูปภาพและการลดขนาดไฟล์ สามารถทำได้ง่ายและมีวิธีให้เลือกอย่างหลากหลาย การบีบอัดรูปภาพและการลดขนาดไฟล์สามารถทำให้การทำงานของระบบมีเสถียรภาพมากขึ้น


5.ปลั๊กอิน Cache ที่ห้ามขาด
          ในการใช้ WordPress จะมีแคชมากมายที่เกิดขึ้น ปลั๊กอินที่จะเข้ามาช่วยจึงจำเป็น เพราะช่วยในการกำจัดแคช ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วปลั๊กอินนี้จะใช้งานง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เพียงแค่ดาวน์โหลดและติ๊กตามช่องที่ต้องการก็สามารถใช้งานได้เลย สามารถช่วยให้เว็บไซต์โหลดเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมีปลั๊กอินอื่นๆ อีกมากมายที่น่าสนใจ แต่ต้องศึกษาหาข้อมูลเป็นอย่างดีก่อนติดตั้ง เพราะถ้าหากติดตั้งเยอะเกินไป ก็อาจจะทำให้เว็บไซต์โหลดช้าได้เหมือนเดิม

 

 

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : vpshispeed

โดย :
 3590
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

อุบัติเหตุของชีวิตเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ไม่มีใคร หน้าไหนการันตีได้ว่าคนแก่ก่อน จะเจอก่อน เจ็บก่อน และตายก่อน
เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างพากันลงทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างช่องทางให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น แน่นอนว่าแนวโน้มการศึกษาในปี 2017 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมแนวโน้มการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เยสคอร์ส (YesCourse) ผู้สร้างแพลตฟอร์มการกระจายการศึกษาออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกได้ขายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ของตน โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 3,500 สถาบันการศึกษาระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการศึกษาออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการศึกษาอย่างมาก และเป็นตัวเสริมให้การศึกษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนจากทุกที่ แต่ในปี 2017 ระบบการเรียนออนไลน์แบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นและได้ยิน VR ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว เช่น การบิน การทหาร และเกม แต่ในอนาคต VR จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในการเรียนรู้มากขึ้น แนวโน้มต่อมา คือ Cloud Migration หรือการเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลต่าง ๆ สู่คลาวด์ ซึ่งสถาบันการศึกษานำข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงระบบไอทีของตนเองสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเอง ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการบริหารทรัพยากรของระบบ และสามารถแบ่งทรัพยากรร่วมกันได้ง่าย อีกหนึ่งแนวโน้มที่ YesCourse พูดไว้ คือ การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) และการเรียนเชิงทำนาย (Predictive Learning) ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ พวกเขาทิ้งรอยดิจิทัลไว้ (Digital Footprint) สิ่งนี้ทำให้สถานศึกษา และครูผู้สอนสามารถใช้ทำนายเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรียน และสามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นข้อดีต่อการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ส่วนเว็บไซต์ Pathway to Financial Success บอกว่า แนวโน้มการศึกษาจะเข้าสู่ยุค The Internet of Things (IoT) เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์โฟน โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน โดยบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner Inc.) ทำนายว่า ในปี 2020 จะมีอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่ำกว่า 20.8 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลแห่งประเทศอังกฤษจึงทุ่มงบฯลงทุนด้านการวิจัยและศึกษาด้าน IoT ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เรียนได้รับประโยชน์จาก IoT ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning), รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning), กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและยั่งยืน (Self-directed Learning), ส่งเสริมเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning), สร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (Gender Equality) และสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Creating Smart Classroom) นอกจากนั้น Real-World Case Studies หรือกรณีศึกษาจากโลกแห่งความจริงจะเข้มข้นมากขึ้นในทุกวิชา เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้เรียน และเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าข้อมูลในตำรา กรณีศึกษาในโลกแห่งความจริงยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ในขณะที่ "บิล เกตส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวิเคราะห์ไว้ว่า ค่าใช้จ่ายการศึกษาจะน้อยลงและทุนการวิจัยจะมากขึ้น "เป็นที่รู้กันว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการต่อยอดการศึกษา แต่ที่ผ่านมานักวิจัยหลายคนต่างต้องวิ่งเต้นหาทุนวิจัย และหาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ฟรีจากระบบการศึกษาที่เรียกว่า MOOCs (Massive Online Open Courses) จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยลง ผู้เรียนสามารถมีทุนวิจัยของตนเอง" "ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้สอนจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องสร้างห้องเรียนหรืออาคารเรียน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็
การมีเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลปัจจุบันด้วยเหตุผล...

Feature SoGoodWeb

เจาะลึกระบบหลังบ้าน SoGoodWeb มาดูวิธีใช้ระบบแจ้งเตือนแบบ Third-Party และ Email Notification เพื่อช่วยจัดการร้านค้าและอำนวยความสะดวกให้คุณไม่พลาดทุกยอดขาย
SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์