วิธีง่ายๆ ที่จะบล็อกคำเชิญเล่นเกมใน Facebook มาดูกัน

วิธีง่ายๆ ที่จะบล็อกคำเชิญเล่นเกมใน Facebook มาดูกัน


   
     เชื่อว่าหลายคนคงมีความรู้สึกไม่ต่างกัน ที่คำขอเล่นเกมใน Facebook ส่งคำแจ้งเตือนจาก Tag ที่เราไม่สนใจ แต่จะไปลบ Tag ออกก็ไม่ได้  คำเชิญเล่นเกมใน Facebook ดูเหมือนจะเป็นที่น่ารำคาญของคนส่วนมากที่ต้องมาคอยลบหรือคอยเช็ค แต่ก็มีคนไม่น้อยเหมือนกันที่ชอบเล่นเกมใน Facebook เสียจริง จะ Unfriend หรือบล็อคเลยก็อย่างไรอยู่ แต่วันนี้เรามีวิธีการบล็อคคำเชิญหรือ ​Invite ใน Facebook ง่ายๆ มาให้ทดลองใช้งานกัน

 

บล็อกคำเชิญเล่นเกมใน Facebook ในมือถือ

  • เข้าแอป Facebook > Settings > Account Settings
  • เลื่อนลงมา หา tab App
  • กดที่ Platform (แพลตฟอร์ม)
  • หัวข้อ Game Invites and App Notification (คำเชิญให้เล่นเกมและการแจ้งเตือนของแอพ) ให้เลือกเป็น No

    แต่บางครั้งอาจต้องการบล็อกบางเกมก็สามารถทำได้ง่ายๆ เช่นเดียวกัน โดยการเลื่อนลงมาด้านล่าง หา Blocking โดยการพิมพ์ชื่อเกมที่ไม่ต้องการได้รับคำชวนลงไป
 

 


 

 
บล็อกคำเชิญเล่นเกมใน Facebook บางเกม

ถ้าหากเราไม่ต้องการเล่นแค่เกมบางเกมนั้นก็สามารถทำได้ง่ายๆ เช่นเดียวกัน

  • เข้าหน้า  www.facebook.com
  • ค้นหา การตั้งค่า > การบล็อก


     

  • เลื่อนลงมาด้านล่าง หา Block Apps (บล็อกแอพ)  พร้อม พิมพ์ชื่อเกมที่ไม่ต้องการได้รับคำชวน

 

บล็อกคำเชิญเล่นเกมใน Facebook ทุกเกม

     แต่สำหรับคนที่ไม่ต้องการเล่นเกมอะไรเลย เราก็สามารถปิดการเชิญได้ทั้งหมด

  • เข้าหน้า  www.facebook.com
  • ค้นหา การตั้งค่า > แอพ


 

  • เลื่อนลงมาด้านล่าง หา Game and App Notifications (การแจ้งเตือนเกมและแอพ)
  • กด Edit เลือก ปิด
     

     นอกจากการบล็อกคำเชิญเล่นเกมแล้ว เรายังสามารถบล็อกในส่วนอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น บล็อกผู้ใช้งาน, บล็อกคำชวนไปงาน (event), และบล็อกข้อความ เป็นต้น เพียงเท่านี้ก็จะไม่มีใครส่งเเอพเชิญชวนมารบกวนใจคุณอีกต่อไป

โดย :
 12059
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตั้งแต่โลกใบนี้มี Facebook เกิดขึ้นมา ก็ทำให้หลายธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลกำไรทะลุเพดาน เพียงเพราะว่าใช้ Facebook เป็นเครื่องมือในการทำการตลาด จนทำให้เกิดการสร้างแฟนเพจขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งแบรนด์หน้าใหม่ SME หรือแม้แต่แบรนด์ยักษ์ใหญ่เองก็กระโดดเข้ามาใช้ Facebook เป็นเครื่องมือสื่อสาร ส่งเสริมการขาย หรือใช้เป็นระบบลูกค้าสัมพันธ์ก็ตามแต่ จนมาบัดนี้ คงไม่มีนักการตลาดหรือผู้บริหารที่ไหน ไม่รู้จัก Facebook
เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างพากันลงทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างช่องทางให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น แน่นอนว่าแนวโน้มการศึกษาในปี 2017 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมแนวโน้มการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เยสคอร์ส (YesCourse) ผู้สร้างแพลตฟอร์มการกระจายการศึกษาออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกได้ขายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ของตน โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 3,500 สถาบันการศึกษาระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการศึกษาออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการศึกษาอย่างมาก และเป็นตัวเสริมให้การศึกษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนจากทุกที่ แต่ในปี 2017 ระบบการเรียนออนไลน์แบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นและได้ยิน VR ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว เช่น การบิน การทหาร และเกม แต่ในอนาคต VR จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในการเรียนรู้มากขึ้น แนวโน้มต่อมา คือ Cloud Migration หรือการเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลต่าง ๆ สู่คลาวด์ ซึ่งสถาบันการศึกษานำข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงระบบไอทีของตนเองสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเอง ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการบริหารทรัพยากรของระบบ และสามารถแบ่งทรัพยากรร่วมกันได้ง่าย อีกหนึ่งแนวโน้มที่ YesCourse พูดไว้ คือ การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) และการเรียนเชิงทำนาย (Predictive Learning) ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ พวกเขาทิ้งรอยดิจิทัลไว้ (Digital Footprint) สิ่งนี้ทำให้สถานศึกษา และครูผู้สอนสามารถใช้ทำนายเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรียน และสามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นข้อดีต่อการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ส่วนเว็บไซต์ Pathway to Financial Success บอกว่า แนวโน้มการศึกษาจะเข้าสู่ยุค The Internet of Things (IoT) เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์โฟน โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน โดยบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner Inc.) ทำนายว่า ในปี 2020 จะมีอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่ำกว่า 20.8 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลแห่งประเทศอังกฤษจึงทุ่มงบฯลงทุนด้านการวิจัยและศึกษาด้าน IoT ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เรียนได้รับประโยชน์จาก IoT ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning), รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning), กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและยั่งยืน (Self-directed Learning), ส่งเสริมเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning), สร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (Gender Equality) และสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Creating Smart Classroom) นอกจากนั้น Real-World Case Studies หรือกรณีศึกษาจากโลกแห่งความจริงจะเข้มข้นมากขึ้นในทุกวิชา เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้เรียน และเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าข้อมูลในตำรา กรณีศึกษาในโลกแห่งความจริงยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ในขณะที่ "บิล เกตส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวิเคราะห์ไว้ว่า ค่าใช้จ่ายการศึกษาจะน้อยลงและทุนการวิจัยจะมากขึ้น "เป็นที่รู้กันว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการต่อยอดการศึกษา แต่ที่ผ่านมานักวิจัยหลายคนต่างต้องวิ่งเต้นหาทุนวิจัย และหาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ฟรีจากระบบการศึกษาที่เรียกว่า MOOCs (Massive Online Open Courses) จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยลง ผู้เรียนสามารถมีทุนวิจัยของตนเอง" "ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้สอนจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องสร้างห้องเรียนหรืออาคารเรียน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็
ในยุคของโลกดิจิทัลหลายคนอาจจะคิดว่านามบัตรนั้นเป็นของโบราณไปแล้ว แต่โยนความคิดนั้นทิ้งลงคลองไปเลย เพราะในสมัยนี้นามบัตรยังเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการติดต่อประสานงาน และยังเป็นด่านแรกสำหรับการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของรูปแบบและดีไซน์ก็จะช่วยบ่งบอกความน่าเชื่อถือ รสนิยมขององค์กร รวมไปถึงความเป็นมืออาชีพได้ด้วย วันนี้ทีม Creative Design จึงจะขอพูดถึง การออกแบบนามบัตร ให้มีประสิทธิภาพสำหรับธุรกิจของคุณ ซึ่งมีหลักการดังนี้

Feature SoGoodWeb

เจาะลึกระบบหลังบ้าน SoGoodWeb มาดูวิธีใช้ระบบแจ้งเตือนแบบ Third-Party และ Email Notification เพื่อช่วยจัดการร้านค้าและอำนวยความสะดวกให้คุณไม่พลาดทุกยอดขาย
SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์