4 ส่วนผสมหลัก ของ Social Video Marketing

4 ส่วนผสมหลัก ของ Social Video Marketing

1. สั้นกระชับและงดงาม

จากการสำรวจโดย Animoto (เว็บไซต์เกี่ยวกับการตลาดโดยใช้วิดีโอ ในประเทศสหรัฐอเมริกา) ผู้บริโภคเกือบ 2 ใน 3 มักชื่นชอบการชมวิดีโอที่มีระยะเวลาประมาณ 60 วินาที นี่จึงเป็นเหตุผลว่าคุณควรสร้างวิดีโอที่สั้น กระชับและงดงามให้มีระยะเวลา 30 ถึง 90 วินาที เพื่อดึงดูดความสนใจผู้คนให้เข้ามารับชมวิดีโอของคุณนั่นเอง

โดยนอกจากการสร้างวิดีที่น่าสนใจภายในระยะเวลาที่สั้นแล้ว คุณยังสามารถใช้วิธีการอื่นๆ ในการสร้างวิดีโอที่สนใจได้อีกอย่างการใช้ถ้อยคำเพียงเล็กน้อยในการบรรยายเรื่องราว เพื่อให้ผู้ชมมีเวลาดูวิดีโออย่างจริงจังแทนการอ่าน หรือการใช้ตัวเลขเพื่อดึงดูดความสนใจให้ผู้คนเกิดความต้องการที่จะรับชม

2. เหมาะสำหรับแพลตฟอร์มและอุปกรณ์เฉพาะอย่าง

พิจารณาว่าวิดีโอของคุณเหมาะสมกับแพลตฟอร์มและอุปกรณ์ใด โดยการแบ่งปันวิดีโอของคุณออกไปตามแพลตฟอร์มต่างๆ และดูว่ามีผู้ชมใช้อุปกรณ์ใดในการเข้าชมวิดีโอของคุณบนแพลตฟอร์มที่คุณได้เผยแพร่ออกไป ซึ่งมีเคล็ดลับง่ายๆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพอย่างการสำรวจข้อมูลจากงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในแต่ละปี เพื่อประเมินหาแพลตฟอร์มที่เหมาะสม

3. คำอธิบายหรือคำบรรยายประกอบภาพ

คำอธิบายหรือคำบรรยายจะมีความสำคัญมาก หากวิดีโอที่คุณสร้างใช้เสียงเป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจกับผู้รับชม และสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณควรเพิ่มลงในวิดีโอคือคำอธิบาย เพราะคำอธิบายสามารถดึงดูดความสนใจให้ผู้พบเห็นมีความต้องการที่จะรับชมวิดีโอ โดยคำอธิบายอาจเป็นการบอกถึงสิ่งที่อยู่ในวิดีโอ หรือแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือที่นำมาสร้างวิดีโอ

โดยร้อยละ 85 ของวิดีโอบน Facebook มักถูกรับชมโดยไม่มีเสียง ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำเพื่อให้วิดีโอของคุณเหมาะแก่การรับชมที่ไม่มีเสียงคือการเขียนคำบรรยายลงไปในวิดีโอ เพื่อให้ผู้ชมทราบว่าจะสามารถติดตามคุณได้จากช่องทางไหนบ้าง โดยไม่ต้องฟังเสียง และสำหรับ Facebook การใส่คำอธิบายวิดีโอสามารถดึงดูดความสนใจให้ผู้คนรับชมเพิ่มเวลาในการชมถึง 12 เปอร์เซ็นต์

4. Call to Action ที่ชัดเจน

ข้อผิดพลาดที่นักการตลาดหลายคนคาดไม่ถึงในการทำการตลาดในรูปแบบวิดีโอ ก็คือการไม่ใส่คำกระตุ้นความรู้สึก (Call to Action) ลงไปในวิดีโอ คำกระตุ้นความรู้สึกที่ดีจะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วมกับคุณมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคำกระตุ้นความรู้สึกเพื่อให้ผู้เข้าชมไปสู่หน้า Landing Page คำกระตุ้นความรู้สึกเพื่อให้เกิดการสมัครสมาชิก หรือคำกระตุ้นความรู้สึกเพื่อให้เกิดการซื้อขาย

วิธีการที่จะช่วยให้คุณสร้างคำกระตุ้นความรู้สึก (Call to Action) ลงไปในวิดีโอคือการใช้คำหรือภาษาที่กระตุ้นความต้องการ หรือความอยากรู้อยากเห็นให้แก่ผู้เข้าชมไม่ว่าจะเป็นการใช้คำกระตุ้นความรู้สึกอย่างคำว่าไม่ควรพลาด หน้าถัดไป หรือคำว่า เพิ่มเติม เพื่อบอกถึงสิ่งที่คุณมี และสิ่งที่มีคุณค่าหากผู้เข้าชมดำเนินการต่อไปตามที่คุณได้เชิญชวนไว้ ตลอดจนการทำให้ข้อความกระตุ้นความรู้สึกสามารถเข้าใจได้ง่าย สอดคล้องกับเนื้อหาภายในวิดีโอที่ได้รับชม

ส่วนผสมหลักทั้ง 4 ประการที่คุณได้อ่านมานี้ นับได้ว่าเป็นส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพ สามารถนำไปปรับเปลี่ยนดัดแปลงให้เหมาะสมกับรูปแบบการทำการตลาด โดยใช้วิดีโอของคุณได้อย่างง่ายดา

ขอบคุณแหล่งที่มา : Am2b marketing Co., Ltd.

โดย :
 2018
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างพากันลงทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างช่องทางให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น แน่นอนว่าแนวโน้มการศึกษาในปี 2017 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมแนวโน้มการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เยสคอร์ส (YesCourse) ผู้สร้างแพลตฟอร์มการกระจายการศึกษาออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกได้ขายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ของตน โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 3,500 สถาบันการศึกษาระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการศึกษาออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการศึกษาอย่างมาก และเป็นตัวเสริมให้การศึกษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนจากทุกที่ แต่ในปี 2017 ระบบการเรียนออนไลน์แบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นและได้ยิน VR ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว เช่น การบิน การทหาร และเกม แต่ในอนาคต VR จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในการเรียนรู้มากขึ้น แนวโน้มต่อมา คือ Cloud Migration หรือการเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลต่าง ๆ สู่คลาวด์ ซึ่งสถาบันการศึกษานำข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงระบบไอทีของตนเองสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเอง ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการบริหารทรัพยากรของระบบ และสามารถแบ่งทรัพยากรร่วมกันได้ง่าย อีกหนึ่งแนวโน้มที่ YesCourse พูดไว้ คือ การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) และการเรียนเชิงทำนาย (Predictive Learning) ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ พวกเขาทิ้งรอยดิจิทัลไว้ (Digital Footprint) สิ่งนี้ทำให้สถานศึกษา และครูผู้สอนสามารถใช้ทำนายเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรียน และสามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นข้อดีต่อการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ส่วนเว็บไซต์ Pathway to Financial Success บอกว่า แนวโน้มการศึกษาจะเข้าสู่ยุค The Internet of Things (IoT) เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์โฟน โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน โดยบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner Inc.) ทำนายว่า ในปี 2020 จะมีอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่ำกว่า 20.8 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลแห่งประเทศอังกฤษจึงทุ่มงบฯลงทุนด้านการวิจัยและศึกษาด้าน IoT ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เรียนได้รับประโยชน์จาก IoT ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning), รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning), กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและยั่งยืน (Self-directed Learning), ส่งเสริมเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning), สร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (Gender Equality) และสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Creating Smart Classroom) นอกจากนั้น Real-World Case Studies หรือกรณีศึกษาจากโลกแห่งความจริงจะเข้มข้นมากขึ้นในทุกวิชา เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้เรียน และเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าข้อมูลในตำรา กรณีศึกษาในโลกแห่งความจริงยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ในขณะที่ "บิล เกตส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวิเคราะห์ไว้ว่า ค่าใช้จ่ายการศึกษาจะน้อยลงและทุนการวิจัยจะมากขึ้น "เป็นที่รู้กันว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการต่อยอดการศึกษา แต่ที่ผ่านมานักวิจัยหลายคนต่างต้องวิ่งเต้นหาทุนวิจัย และหาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ฟรีจากระบบการศึกษาที่เรียกว่า MOOCs (Massive Online Open Courses) จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยลง ผู้เรียนสามารถมีทุนวิจัยของตนเอง" "ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้สอนจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องสร้างห้องเรียนหรืออาคารเรียน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็
วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับเหตุผลที่ทำไมเจ้าของธุรกิจ ที่ไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการควรที่จะมีเว็บไซต์ และประโยชน์ของธุรกิจและกิจการที่มีเว็บไซต์ นั้นคืออะไร ไปดูกันค่ะ

Feature SoGoodWeb

SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
เหมาะสำหรับลูกค้าที่เปิดธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นเจ้าของเอง หรือเป็นรายย่อย เป็นระบบจองทัวร์ ที่ช่วยทำให้การจัดการธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ให้เป็นเรื่องง่าย
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์