Chrome จะเริ่มการบล็อกเนื้อหาที่ไม่ปลอดภัยที่เป็น HTTP และจะให้ HTTPS แสดงเป็นค่าเริ่มต้น

Chrome จะเริ่มการบล็อกเนื้อหาที่ไม่ปลอดภัยที่เป็น HTTP และจะให้ HTTPS แสดงเป็นค่าเริ่มต้น

Google ได้ประกาศว่า Chrome จะเริ่มการบล็อกเนื้อหาที่ไม่ปลอดภัยที่เป็น HTTP และจะให้ HTTPS แสดงเป็นค่าเริ่มต้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้นั้นก็เพื่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้งานในการท่องเว็บไซต์

หลังจาก Google มีนโบายให้ทุกเว็บไซต์ต้องติดตั้ง SSL หรือ HTTPSเพื่อความปลอดภัย หาก เว็บไซต์ใดไม่ทำตามก็จะขึ้นข้อความว่า เว็บไซต์ไม่ปลอดภัย หรือ Not Secure ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเว็บไซต์ได้มีการพัฒนาและก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก อีกทั้งยังเปลี่ยนมาใช้ HTTPS กันมากขึ้น ซึ่งกว่า 90% ของเว็บไซต์ส่วนใหญ่ก็ได้เปลี่ยนไปใช้ HTTPSตามนโยบายของ Google แล้ว แต่ก็แน่นอนว่ายังคงมีเว็บไซต์อยู่อีกไม่น้อยเลยที่ไม่ทำตามนโยบายดังกล่าว

โดยในภายหลังก็ได้มีการตรวจพบ Content ของเว็บที่ยังเป็น HTTP มาแอบซ่อนอยู่ใน เว็บไซต์ ที่เป็น HTTPS จำนวนมาก ซึ่งถึงแม้ว่า Chrome จะบล็อก Content จำพวก สคริปต์หรือ iframe แล้ว แต่เนื้อหาพวกภาพเสียง และวิดีโอยังคงได้รับอนุญาตให้โหลดได้อยู่ ซึ่งหลายครั้งมันก็คุกคามความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้งานเว็บไซต์

ล่าสุด Google จึงประกาศจะทำการบล็อก Content ที่เป็น HTTP ที่แอบซ่อนอยู่ภายใต้หน้าเว็บที่เป็น HTTPS เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวให้ผู้ใช้มากยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถแสดง UX ที่ชัดเจนกับผู้ใช้ได้ด้วยว่าเว็บไซต์นี้ปลอดภัยจริง ซึ่งหาก Google ตรวจพบว่ามีส่วนไหนของหน้าเว็บไซต์ที่ยังเป็น HTTP อยู่ Chrome จะส่งค่าไปเป็น HTTPS อัตโนมัติ โดยประกาศดังกล่าวจะมีผลแตกต่างกันใน Chrome แต่ละเวอร์ชั่นดังนี้

  • ใน Chrome เวอร์ชั่น 79 จะถูกปล่อยออกมาในเดือนธันวาคม 2019 จะแนะนำการตั้งค่าใหม่เพื่อปลดบล็อกเนื้อหาที่เป็น HTTP บนเว็บไซต์ที่เป็น HTTPS การตั้งค่านี้สามารถนำไปใช้กับ Content จำพวก สคริปต์, iframe และเนื้อหาประเภทอื่นที่ Chrome บล็อกอยู่ในปัจจุบัน โดยผู้ใช้สามารถเปลี่ยนการตั้งค่านี้ได้โดยคลิกที่ไอคอนรูปแม่กุญแจตรง https://

  • ใน Chrome เวอร์ชั่น 80 เนื้อหาที่เป็นเสียงและวิดีโอจะได้รับการอัปเกรดเป็น HTTPS และ Chrome จะปิดกั้นทั้งหมดตามค่าเริ่มต้น Chrome 80 จะถูกปล่อยออกมาในช่วงต้นเดือนมกราคม 2020 ผู้ใช้สามารถบล็อกเนื้อหาที่เป็นเสียงและวิดีโอที่ทำให้เกิดผลกระทบได้ด้วยการตั้งค่าตามที่กล่าวไป ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้ และส่งเสริมให้เว็บไซต์พยายามย้ายตัวเองไปยัง HTTPS
  • ใน Chrome เวอร์ชั่น 81 เนื้อหาประเภทรูปภาพจะถูกอัปเกรดอัตโนมัติเป็น HTTPS และ Chrome จะปิดกั้นรูปภาพที่มาจาก HTTP ตามค่าเริ่มต้น โดย Chrome 81 จะเปิดตัวในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2020

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันง่ายๆ เว็บไซต์ bloggang ถ้าใครเคยเขียนบทความที่นี่แล้วไปดึง link รูปมาจากที่อื่น หรือทำ link ไปที่อื่นที่ไม่ใช่ https ก็จะไม่แสดงรูปภาพ และ link ก็จะเป็น https ถึงแม้คุณจะใส่ http ก็ตาม

  • ใน Chrome เวอร์ชั่น 80 เนื้อหาที่เป็นเสียงและวิดีโอจะได้รับการอัปเกรดเป็น HTTPS และ Chrome จะปิดกั้นทั้งหมดตามค่าเริ่มต้น Chrome 80 จะถูกปล่อยออกมาในช่วงต้นเดือนมกราคม 2020 ผู้ใช้สามารถบล็อกเนื้อหาที่เป็นเสียงและวิดีโอที่ทำให้เกิดผลกระทบได้ด้วยการตั้งค่าตามที่กล่าวไป ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้ และส่งเสริมให้เว็บไซต์พยายามย้ายตัวเองไปยัง HTTPS

    - ใน Chrome เวอร์ชั่น 81 เนื้อหาประเภทรูปภาพจะถูกอัปเกรดอัตโนมัติเป็น HTTPS และ Chrome จะปิดกั้นรูปภาพที่มาจาก HTTP ตามค่าเริ่มต้น โดย Chrome 81 จะเปิดตัวในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2020

    ยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันง่ายๆ เว็บไซต์ bloggang ถ้าใครเคยเขียนบทความที่นี่แล้วไปดึง link รูปมาจากที่อื่น หรือทำ link ไปที่อื่นที่ไม่ใช่ https ก็จะไม่แสดงรูปภาพ และ link ก็จะเป็น https ถึงแม้คุณจะใส่ http ก็ตาม

Sogoodweb เรามีบริการติดตั้ง HTTPS ด้วยนะครับ

ขอบคุณแหล่งที่มา : atimedesign

 104
ผู้เข้าชม
คะแนน

บทความที่เกี่ยวข้อง

Pay per click เป็นการ โฆษณา ผ่านทางตัวแทนเว็บ เพื่อทำการ โฆษณา เว็บของคุณ โดย ค่าใช้จ่าย จะคิดจากจำนวนคลิกเป็นหลัก หากไม่มีจำนวนของการคลิก ก็จะไม่เสียเงินค่าโฆษณาแต่อย่างใด แต่อาจจะมีแตกต่างไปบ้างตามแต่ข้อตกลงแต่ละค่าย เช่น อาจจะมีการคิดเพิ่มเติมในรูปแบบของ ePPM หรือ จำนวนการแสดงโฆษณาต่อการแสดงหนึ่งพันครั้ง ในปี 2550 กูเกิล ได้เสนอระบบใหม่ Pay-Per-Action[1] ซึ่งอยู่ในขั้นทดลอง โดยเปลี่ยนจากระบบการจ่ายเงินค่าโฆษณาตามจำนวนที่มีคนคลิกเข้าไปดู เป็นการจ่ายเงินตามการกระทำที่กำหนด เช่น ซื้อของอย่างน้อยหนึ่งชิ้น หรือเข้าดูหน้าใดหน้าหนึ่ง โฆษณา PPC นั้นคือการลงโฆษณาผ่าน search engine ต่างๆ เช่น Google, Yahoo, MSN ใน keywordที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของคุณ วิธีนี้จะคล้ายคลึงกับการทำ SEO (Search Engine Optimization)เพียงแต่เว็บของคุณจะปรากฏอยู่ทางขวามือในส่วนของโฆษณา(ในขณะที่ SEO จะอยู่ทางด้านซ้ายมือ) โดยคุณจะเสียเงินค่าโฆษณาก็ต่อเมื่อมีคนคลิกโฆษณาของคุณเท่านั้นหากแสดงเฉย ๆ จะไม่เสียเงินค่าโฆษณา
ถึงแม้ organic reach จะน้อยลงจนใจหาย ราคาโฆษณาจะแพงขึ้น ถึงจะเปลี่ยน algorithm บ่อยจนตามแทบไม่ทัน และถึงแม้จะเทสลั่นทำให้ขนาดรูปบน feed กลายเป็น 1:1 แบบไม่ทันตั้งตัว แต่ทำไม agency และนักการตลาดหลายๆท่าน ยังคงเลือก Facebook เป็น platform แรกๆในการทำ digital marketing อยู่?
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์