ทำเว็บให้สวยโดนใจคนดู ทำยังไง?

ทำเว็บให้สวยโดนใจคนดู ทำยังไง?



ทำเว็บให้สวยยังไง? นี่คือคำถามที่เจ้าของเว็บหลายๆ คนกำลังมองหาคำตอบ ซึ่งก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนว่า จำนวนเว็บไซต์ที่มีอยู่บนโลก ณ ตอนนี้คือ 1,805,260,010 เว็บไซต์ (ข้อมูลจาก Netcraft January 2018 Web Server Survey) ใครที่กำลังทำเว็บไซต์ หรือเป็นเจ้าของเว็บไซต์อยู่ในขณะนี้ คุณคือ 1 ในพันล้านของเว็บไซต์ทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่าในจำนวน 1.8 พันล้านนี้ จะมีทั้งเว็บไซต์ที่ผู้ชมให้ความสนใจ และเว็บไซต์ที่ไม่มีใครสนใจเลย แล้วความแตกต่างของเว็บสองประเภทนี้อยู่ตรงไหนกัน?

ข้อมูลทางสถิติล่าสุดในปี 2018 เปิดเผยให้เห็นถึงพฤติกรรม และกระแสตอบรับของผู้เข้าชมเว็บไซต์ว่า พวกเขาเหล่านั้นชื่นชอบเว็บไซต์ต่างๆ ด้วยปัจจัย หรือเหตุชี้วัดอะไรบ้าง ซึ่ง Feedback ในส่วนนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่คนทำเว็บควรรู้ เพื่อนำไปปรับปรุง และต่อยอดทำให้เว็บไซต์ของเราโดนใจผู้ใช้มากขึ้น แต่การทำเว็บให้สวยจะต้องทำยังไงบ้าง ไปดูกันครับ

 

0.05 วินาที ตัวชี้วัดความเป็นตายของเว็บไซต์

ข้อมูลทางสถิติเปิดเผยว่า เวลาเฉลี่ยของผู้เข้าชมเว็บไซต์ที่ตัดสินใจว่า จะอยู่ต่อ หรือ ปิดออกไป อยู่ที่ราวๆ 50 มิลลิวินาที หรือ 0.05 วินาที เท่านั้น (เร็วกว่าการกระพริบตาอีก!) ซึ่งสื่อให้เห็นว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ลองคิดว่าเว็บไซต์เป็นคนๆ หนึ่ง การจะสร้าง First Impression ได้ รูปลักษณ์ภายนอกเราก็ต้องดูดีไว้ก่อน ดังนั้น ดีไซน์บนหน้าเว็บจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณรอดจากเวลา 0.05 วินาที ที่ชี้เป็นชี้ตายไปได้

 

“ดีไซน์” เป็นปัจจัยที่ทำให้คนปิดเว็บถึง 94%

Web Design เป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงถึงการเข้าชมเว็บไซต์ อย่างที่บอกไปในหัวข้อก่อนหน้านี้ว่า การสร้าง First Impression ที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าผู้ชมไม่ประทับใจเว็บไซต์ตั้งแต่แรกเห็น พวกเขาจะไม่กลับมาอีกเลย ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ถ้าจะทำให้ผู้ชมอยู่ในเว็บ และการเกิดความพึงพอใจ จงดีไซน์เว็บไซต์ของตัวเองให้ดี

 

85% ของผู้ใช้มองว่า เว็บที่เปิดบนมือถือ ต้องดีกว่าการเปิดในคอมพิวเตอร์

การใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านทางสมาร์ทโฟนในปัจจุบันมีสัดส่วนสูงกว่าการเข้าใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์แล้ว! ดังนั้น จากที่เมื่อก่อนเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะต้องออกแบบหน้าเว็บให้พอดีกับหน้าจอ Desktop แต่ในปัจจุบัน จำเป็นจะต้องมีการปรับดีไซน์ให้เข้ากับหน้าจอของอุปกรณ์พกพาด้วย ซึ่งถ้าเว็บไหนที่เข้าผ่านทางสมาร์ทโฟนแล้วแสดงผลไม่ดีพอ เว็บนั้นก็จะถูกปัดทิ้งไปทันที

ทางแก้ก็คือ การปรับรูปแบบเว็บไซต์ให้เป็นแบบ Responsive Design ที่ตัวเว็บไซต์จะปรับเปลี่ยนขนาด และรูปแบบไปตามอุปกรณ์ที่เปิด เช่น การเปิดบนมือถือจะแสดงผลแบบหนึ่ง ส่วนการเปิดบนแท็บเล็ต หรือ PC ก็จะแสดงผลอีกแบบหนึ่ง เป็นต้น

 

38% ของผู้ชมจะไม่มีปฏิสัมพันธ์ใดๆ กับเว็บไซต์ทั้งสิ้น ถ้าคอนเทนต์หรือ Layout ไม่ดึงดูดให้กดต่อ

ถ้าผู้เข้าเว็บไซต์คุณมาถึงจุดที่เลื่อนดูคอนเทนต์ นั่นหมายความว่า เว็บดีไซน์ของคุณผ่านจุดชี้วัด 0.05 วินาที มาแล้ว! แต่สิ่งที่ต้องดูเป็นอันดับต่อไปก็คือ Layout การจัดวางคอนเทนต์ และรูปแบบของตัวคอนเทนต์เอง ซึ่งผลสำรวจเผยว่า ผู้ชมกว่า 38% จะปิดเว็บทันที ถ้าคอนเทนต์ไม่น่าสนใจ และการจัดวางไม่ดึงดูด ดังนั้น ต้องให้ความสำคัญรูปแบบ Layout ด้วย

 

88% ของลูกค้าจะไม่กลับมาเว็บที่ตนเองไม่ชอบใจไปแล้วในครั้งแรก

ด้วยความที่โลกออนไลน์มีเว็บไซต์ให้เราเลือกเข้าหลากหลายมาก ทำให้ผู้ใช้รู้สึกว่าตนเองมีตัวเลือกมากพอ ทำให้เว็บไซต์ไหนที่ไม่ถูกใจตั้งแต่เปิดครั้งแรก ผู้ใช้ก็จะปิดไปเลย และไม่กลับมาอีก ซึ่งสาเหตุมาจากอะไร? ย้อนกลับไปอ่านได้ใน 4 ข้อแรก

 

77% ของเอเจนซี่เชื่อมั่นว่า UX เว็บไซต์ที่ไม่ดีเป็นจุดอ่อนที่สุดของลูกค้าที่มาว่าจ้าง

UX เป็นคำย่อของ User Experience หรือประสบการณ์ในการใช้งาน ซึ่งการจัดรูปแบบของหน้าเว็บไซต์ หรือการทำ Interface ที่ไม่ดี และไม่ดึงดูดมากพอ ก็จะทำให้ผู้ชมที่เข้ามา ต้องกด back กลับไปในทันที

 

39% ของผู้ใช้จะปิดเว็บทันทีถ้ารูปภาพมีปัญหา

ถ้ารูปภาพในเว็บมีขนาดใหญ่เกินไป ก็จะทำให้รูปโหลดช้า หรือถ้ารูปภาพมีปัญหา ก็อาจทำให้รูปไม่ขึ้น ซึ่งปัญหาทั้งสองอย่างนี้เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ชมกดปิดเว็บไซต์ได้ในทันที ดังนั้น ควรตรวจสอบขนาดรูป และรูปต่างๆ บนเว็บด้วยว่ายังแสดงผลได้ดีหรือไม่

 

47% ของผู้ใช้ให้เวลารอโหลดรูปสูงสุดแค่ 2 วินาที

แม้ว่าการใช้รูปภาพขนาดใหญ่จะให้ความละเอียดที่สูง รูปสวย ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์ แต่ด้วยขนาดไฟล์ที่ใหญ่อาจทำให้ผู้ชมที่ใช้เน็ตช้าๆ โหลดรูปไม่ขึ้น ซึ่งการที่รูปรอโหลดอย่างเชื่องช้านั้น จะส่งผลให้ผู้ชมปิดหน้าเว็บออกไปเลยเพราะไม่ต้องการรอ ซึ่งเวลาที่ผู้ชมส่วนใหญ่จะอดทนรอก็คือ…2 วินาที! ถ้าไม่อยากให้อันดับ SEO ร่วงกระจุยกระจาย จงทำรูปให้โหลดขึ้นมาได้ภายใน 2 วินาที ด้วย

 

2.6 พันล้านดอลลาร์ คือเม็ดเงินที่สูญเสียไปจากปัญหาหน้าเว็บโหลดช้า (สำหรับเว็บขายสินค้า)

ทำเว็บขายของ เอาสินค้ามาไว้หน้าแรกหมดทุกชิ้น เพราะอยากให้ลูกค้าเห็นสินค้าเยอะๆ, ใส่รูปรีวิวเต็มที่ อยากให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น หรือสร้างหน้าเพจยาวๆ เพื่อให้ดูมีอะไรน่าติดตาม ฯลฯ ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะส่งผลกับ Page Speed หรือความเร็วในการโหลดหน้าเพจ และถ้าลูกค้ากดเข้าเว็บมา แล้วหน้าเว็บโหลดช้ามาก คงไม่ต้องเดาคำตอบว่าลูกค้าจะยังรออยู่มั้ย เพราะขนาดแค่รอโหลดรูป ลูกค้ายังรอแค่ 2 วินาที เลย

 

75% ของผู้ใช้จะตัดสินความน่าเชื่อถือของบริษัทจากเว็บไซต์

“การมีเว็บไซต์จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร หรือบริษัท” คำกล่าวนี้ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริง เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่จะตัดสินความน่าเชื่อถือของบริษัทนั้นๆ จากการเข้าไปดูเว็บไซต์ เอาง่ายๆ เวลาเราจะช้อปออนไลน์ แล้วไปเจอสินค้าที่น่าสนใจ นอกจากการหารีวิวแล้ว เราก็จะต้องเข้าไปดูสินค้าจากเว็บไซต์ของแบรนด์นั้นๆ เพื่อตรวจสอบว่า ขายจริงใช่มั้ย มีตัวตนจริงๆ ใช่มั้ย เราจะได้ไม่ถูกหลอก และถ้าแบรนด์ไหนไม่มีเว็บไซต์เพื่อการันตีความต้องการของลูกค้าในจุดนี้ ยอดขายอาจจะหดหายลงไปในทันที

 

2.6 วินาที คือเวลาเฉลี่ยที่ผู้ชมจะมองส่วนที่ดึงดูดพวกเขามากที่สุด

นอกจากการผ่านด่าน 0.05 วินาที, การจัดวาง Layout และรูปภาพมาแล้ว ด่านต่อไปคือ จุดเด่นที่สุดบนหน้าเว็บที่จะทำให้ผู้ชมเข้าใจได้ทันทีว่า เว็บไซต์นี้เป็นใคร และทำอะไร ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นส่วนสำคัญที่ผู้ใช้จะมองมากที่สุด ซึ่งเวลาโดยเฉลี่ยที่พวกเขาจะมองส่วนนี้ก็คือ 2.6 วินาที ดังนั้น จงสร้างจุดสนใจ และอธิบายตัวตนของคุณให้ได้ในเวลา 2.6 วินาที ก็จะดีมาก

 

5.94 วินาที คือเวลาที่ผู้ชมมองรูปภาพหลักบนหน้าเว็บ

สิ่งที่ช่วยดึงดูดสายตาของผู้ชมมากที่สุดเวลาเข้าเว็บไซต์ก็คือ “รูปภาพ” ซึ่งผลสำรวจระบุว่า ผู้ชมจะมองภาพหลักที่ปรากฏขึ้นมาในหน้าแรก (ส่วนใหญ่จะเป็นภาพแรกของเว็บ) ในเวลาเฉลี่ยประมาณ 5.94 วินาที ซึ่งภาพดังกล่าวก็ควรจะต้องเป็นภาพที่สื่อสารกับคนดู และสร้างความเข้าใจในตัวแบรนด์ได้เป็นอย่างดีด้วย

 

5.59 วินาที คือเวลาที่ผู้ชมอ่านคอนเทนต์บนหน้าเว็บคร่าวๆ

สำหรับเวลาเพียง 5.59 วินาที อาจดูไม่มากนักกับการอ่านตัวหนังสือแบบ skimming แล้วจะเข้าใจทั้งหมด แต่เวลาประมาณนี้ถ้าเรามีตัวช่วยที่ถูกต้อง ก็จะทำให้ผู้ชมอยู่ในเว็บไซต์เรานานขึ้น นั่นก็คือ การใช้รูป + ตัวหนังสือ สมมติว่า ผู้ชมเข้ามาแล้วต้องการอ่านบทความด้านการตลาด ถ้ามีแต่ตัวหนังสืออย่างเดียว ก็คงดึงดูดคนได้ไม่มาก แต่ถ้าใช้รูปเป็นส่วนประกอบด้วย ก็น่าจะได้ผลมากยิ่งขึ้น และยังอาจทำให้ผู้ชมตัดสินใจคลิกเข้าไปที่เพจอื่นๆ ในหน้าเว็บเพื่อค้นหาข้อมูลที่ต้องการอีกด้วย

 

70% ของเว็บไซต์ธุรกิจขนาดเล็กไม่มีปุ่ม CTA

ปุ่ม CTA หรือ Call to Action ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในด้านการตลาดออนไลน์อย่างมาก เพราะเป็นปุ่มที่ช่วยให้เราคัดกรองผู้ที่สนใจ หรือลูกค้าได้เลย ส่วนรูปแบบปุ่ม CTA ที่จะให้กดนั้นขึ้นอยู่ธุรกิจของเว็บไซต์นั้นๆ ว่าขายอะไร อย่างเช่น ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมโปรลด 20% ก็อาจจะมีคำโปรยเกี่ยวกับโปรโมชั่น หรือลงท้ายด้วย ซื้อวันนี้ลดทันที 20% พร้อมปุ่มด้านล่างที่มีคำว่า ซื้อเลย! อย่างนี้เป็นต้น

 

Content ที่จัดวางพร้อมรูปสวยๆ มีคนอ่านมากกว่า Content ที่เต็มไปด้วยตัวหนังสืออย่างเดียว

เวลาทำคอนเทนต์ลงใน Blog หรือหน้าบทความ ควรมีการจัดวางรูปภาพ หรือคลิปวิดีโอที่ช่วยให้ผู้ชมสลับพฤติกรรมจากการอ่านเป็นการดูบ้าง เพราะผู้ชมจำนวนกว่า 2 ใน 3 ชื่นชอบบทความที่ไม่ได้มีแค่ตัวหนังสืออย่างเดียว นอกจากนี้ ลักษณะการเขียนควรจะต้องเป็นการเขียนที่ย่อยง่าย อ่านแล้วเข้าใจได้ไม่ยาก และไม่ซับซ้อนจนเกินไป จึงจะสามารถดึงดูดผู้ชมให้อยู่กับเราต่อได้

 

94% ของ First Impression แรกมีดีไซน์เป็นปัจจัยสำคัญ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้าตาการออกแบบของเว็บไซต์ส่งผลต่อผู้ชมอย่างมาก เพราะ First Impression จากผู้ใช้กว่า 94% มีปัจจัยเรื่องการดีไซน์เกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็น ลักษณะการใช้งาน, การจัดวางคอนเทนต์, Navigation Site หรือรูปภาพประกอบ

 

46% ของผู้ใช้ตัดสินความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์นั้นๆ จากความสวยงามเป็นหลัก

ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็น Layout, Font, รูปภาพ, การใช้สี ฯลฯ ปัจจัยทั้งหมดเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการทำให้ผู้ชมประทับใจในแรกเห็นทั้งสิ้น

 

จะเห็นได้ว่าการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมานั้นอาจจะไม่ยาก แต่การออกแบบ และวางโครงสร้างสำหรับเว็บไซต์ของตนเองนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า ดังนั้น ควรวางแผนการออกแบบเว็บไซต์ให้ดีที่สุด อย่าคิดแค่ว่าเว็บไซต์เป็นเพียงเทคโนโลยีหนึ่งที่ไม่มีความสำคัญ เพราะถ้าหากคุณทำเว็บไซต์ได้ถูกต้อง และโดนใจลูกค้า รับรองว่าธุรกิจของคุณจะเติบโตไปได้ไกลอย่างแน่นอน



ที่มา: makewebeasy.com

โดย :
 2353
ผู้เข้าชม

บทความที่เกี่ยวข้อง

สำหรับใครหลายๆ คนที่เห็นการออกแบบ Material design จาก Google ล้วนแล้วแต่จะชื่นชอบ หรือโดนใจไม่มากก็น้อย ซึ่งบางคนอาจจะอยากทำไอคอนสวยๆ ตามสไตล์การออกแบบของ Material design โดยสามารถนำไปใช้กับงานอื่นๆ ได้ เพียงแค่มีเครื่องมือ Adobe Illustrator
เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงในการศึกษาเช่นกัน โดยจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่าน ๆ มา สถาบันการศึกษาทั่วโลกต่างพากันลงทุนจำนวนมากกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างช่องทางให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักสูตรต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้น แน่นอนว่าแนวโน้มการศึกษาในปี 2017 จะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี "ประชาชาติธุรกิจ" จึงรวบรวมแนวโน้มการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ไว้ดังนี้ เยสคอร์ส (YesCourse) ผู้สร้างแพลตฟอร์มการกระจายการศึกษาออนไลน์ ซึ่งเป็นพื้นที่ให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกได้ขายหลักสูตรการศึกษาออนไลน์ของตน โดยปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 3,500 สถาบันการศึกษาระบุว่า ในปีที่ผ่านมาการศึกษาออนไลน์ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการศึกษาอย่างมาก และเป็นตัวเสริมให้การศึกษาแบบดั้งเดิมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนจากทุกที่ แต่ในปี 2017 ระบบการเรียนออนไลน์แบบเสมือนจริง Virtual Reality (VR) จะกลายเป็นกระแสหลักมากขึ้น ซึ่งเราอาจได้เห็นและได้ยิน VR ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ มาแล้ว เช่น การบิน การทหาร และเกม แต่ในอนาคต VR จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา เพราะเป็นเครื่องมือที่จะสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งทำให้ผู้ใช้เกิดการรับรู้และตื่นตัวในการเรียนรู้มากขึ้น แนวโน้มต่อมา คือ Cloud Migration หรือการเคลื่อนย้ายฐานข้อมูลต่าง ๆ สู่คลาวด์ ซึ่งสถาบันการศึกษานำข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงระบบไอทีของตนเองสู่ระบบคลาวด์มากขึ้นทุกวัน เพราะเป็นหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ลดความยุ่งยากในการติดตั้ง การดูแลระบบ ช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุนในการสร้างระบบคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเอง ซึ่งผู้ใช้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ต จัดการบริหารทรัพยากรของระบบ และสามารถแบ่งทรัพยากรร่วมกันได้ง่าย อีกหนึ่งแนวโน้มที่ YesCourse พูดไว้ คือ การวิเคราะห์เชิงทำนาย (Predictive Analytics) และการเรียนเชิงทำนาย (Predictive Learning) ซึ่งในทุก ๆ ครั้งที่ผู้เรียนมีการโต้ตอบกับโปรแกรมการศึกษาออนไลน์ พวกเขาทิ้งรอยดิจิทัลไว้ (Digital Footprint) สิ่งนี้ทำให้สถานศึกษา และครูผู้สอนสามารถใช้ทำนายเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้เรียน และสามารถปรับเปลี่ยนหลักสูตรได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียนและเหมาะสม นอกจากนั้นยังเป็นข้อดีต่อการเตรียมความพร้อมของสถาบันการศึกษาในการพัฒนาบุคลากร เตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง และแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ทันท่วงที ส่วนเว็บไซต์ Pathway to Financial Success บอกว่า แนวโน้มการศึกษาจะเข้าสู่ยุค The Internet of Things (IoT) เพราะอินเทอร์เน็ตเกี่ยวข้องกับทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นสมาร์โฟน โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สิ่งเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน โดยบริษัทการ์ตเนอร์ (Gartner Inc.) ทำนายว่า ในปี 2020 จะมีอุปกรณ์สิ่งของต่าง ๆ เชื่อมต่อกันไม่ต่ำกว่า 20.8 ล้านล้านชิ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลแห่งประเทศอังกฤษจึงทุ่มงบฯลงทุนด้านการวิจัยและศึกษาด้าน IoT ไม่ต่ำกว่า 40 ล้านปอนด์ในปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผู้เรียนได้รับประโยชน์จาก IoT ได้แก่ ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning), รู้จักการแก้ไขปัญหาโดยใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-based Learning), กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยตนเองและยั่งยืน (Self-directed Learning), ส่งเสริมเรียนรู้ผ่านพหุประสาทสัมผัส (Multisensory Learning), สร้างความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ (Gender Equality) และสร้างห้องเรียนอัจฉริยะ (Creating Smart Classroom) นอกจากนั้น Real-World Case Studies หรือกรณีศึกษาจากโลกแห่งความจริงจะเข้มข้นมากขึ้นในทุกวิชา เพราะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวผู้เรียน และเห็นภาพได้ชัดเจนกว่าข้อมูลในตำรา กรณีศึกษาในโลกแห่งความจริงยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องการแสดงความคิดเห็นมากขึ้น และทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน ในขณะที่ "บิล เกตส์" นักธุรกิจชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ และเป็นผู้บุกเบิกด้านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลวิเคราะห์ไว้ว่า ค่าใช้จ่ายการศึกษาจะน้อยลงและทุนการวิจัยจะมากขึ้น "เป็นที่รู้กันว่างานวิจัยเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนา และการต่อยอดการศึกษา แต่ที่ผ่านมานักวิจัยหลายคนต่างต้องวิ่งเต้นหาทุนวิจัย และหาการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่เมื่อเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา โดยผู้เรียนสามารถเรียนได้ฟรีจากระบบการศึกษาที่เรียกว่า MOOCs (Massive Online Open Courses) จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเรียนน้อยลง ผู้เรียนสามารถมีทุนวิจัยของตนเอง" "ขณะเดียวกันสถาบันการศึกษาก็ไม่จำเป็นต้องจ้างผู้สอนจำนวนมากเหมือนแต่ก่อน ไม่ต้องสร้างห้องเรียนหรืออาคารเรียน เพราะสามารถใช้เทคโนโลยีมาเป็
การติดตั้ง SSL และใช้ HTTPS (Hypertext Transfer Protocol Secure) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเว็บไซต์ทุกประเภท ดังนั้นแนะนำให้ติดตั้งใบรับรองความปลอดภัย

Feature SoGoodWeb

SoGoodWeb มีระบบรับชำระเงินแบบใหม่ผ่าน Pay Solution รองรับทุกธนาคารชั้นนำ ทำให้การจ่ายเงินผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องง่าย ช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินออนไลน์ได้อย่างสะดวก
LINE Notify คือ บริการที่คุณสามารถได้รับข้อความแจ้งเตือนจากเว็บเซอร์วิสต่างๆ ที่คุณสนใจได้ทาง LINE โดยหลังเสร็จสิ้นการเชื่อมต่อกับทางเว็บเซอร์วิสแล้ว คุณจะได้รับการแจ้งเตือนจากบัญชีทางการของ “LINE Notify” ซึ่งให้บริการโดย LINE นั่นเอง
เหมาะสำหรับลูกค้าที่เปิดธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ทั้งที่เป็นเจ้าของเอง หรือเป็นรายย่อย เป็นระบบจองทัวร์ ที่ช่วยทำให้การจัดการธุรกิจทัวร์ - ทัวร์ท่องเที่ยว ให้เป็นเรื่องง่าย
สร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปฟรี ร้านค้าออนไลน์